คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ การัณยโสภณ
การรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัย 2 ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” กลายเป็นทุกขลาภ เพราะวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางสะเทือนถึงทุกโครงสร้างของประเทศไทย
“อนุทิน” ต้องชอร์ตคัตกระบวนการเข้าสู่อำนาจเต็มโดยเร็วที่สุด เพื่อเร่งแก้วิกฤต โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานที่ใกล้จะเป็นชนวนระเบิดการเมือง
“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข” นักรัฐศาสตร์ความมั่นคง จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวความผันผวนของโลกมาหลายยุค ได้วิเคราะห์ โจทย์รัฐบาลอนุทิน 2 ว่า เป็นการตั้งรัฐบาลที่เดิมพันด้วยชีวิตของคนไทย ยังไม่ทันเข้าห้องสอบก็ “สอบตก” แล้ว
ศ.ดร.สุรชาติ ตั้งโจทย์วิกฤตให้รัฐบาลว่า เริ่มจากโจทย์เรื่องการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประเด็นสำคัญคือตั้งแล้วจะทำงานได้จริงหรือไม่ การตั้ง ครม.ชุดก่อน ๆ ไม่มีปัญหาขนาดใหญ่ แต่การตั้งรัฐบาลรอบนี้มีปัญหาใหญ่มารออยู่ข้างหน้า และรอก่อนตั้งรัฐบาลด้วย ดังนั้น การตั้งรัฐบาลของการเมืองไทยรอบนี้กำลังพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล เหมือนกับการเรียนหนังสือ การตั้งรัฐบาลรอบนี้กำลังเจอข้อสอบใหญ่ ที่จับ ครม.ทั้งคณะเข้าห้องสอบ และโจทย์ที่เจอไม่ใช่โจทย์มิติเดียว แต่เป็นโจทย์แบบหลาย
มิติที่คร่อมหรือครอบคลุมหลายกระทรวง เป็นโจทย์ชุดใหญ่ที่รัฐมนตรีแทบทุกกระทรวงมีโอกาสได้ทำข้อสอบชุดนี้แน่ ๆ แน่นอนข้อสอบชุดใหญ่ที่สุดคือข้อสอบของนายกฯ และข้อสอบของฝ่ายเศรษฐกิจ แปลว่า ครม.ชุดนี้เป็นชุดที่ถูกวัดความสามารถตั้งแต่วินาทีแรกที่ชื่อของท่านเหล่านั้นถูกประกาศออกมา
ส่วนที่สองปัญหาคาราคาซัง ตกลงปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาจะเอาอย่างไร ถ้าเราดูสื่อบางสื่อ กระแสบางกระแสบนเว็บไซต์ การปลุกกระแสชาตินิยมที่ยังไม่จบ เสมือนหนึ่งยังอยากเห็นไทยทำสงครามรอบที่ 3 กับกัมพูชา
คำถามใหญ่ว่าสถานการณ์กับกัมพูชายังเป็นประเด็นจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงผลพวงจากการปลุกกระแส หวังให้กระแสอุ้มการเมืองเดินต่อไปในทิศทางชาตินิยม ถ้าเดินอย่างนี้หลีกเงื่อนไขสงครามไม่พ้น
แต่ถามว่าวันนี้สงครามไทย-กัมพูชา อะไรคือประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ที่ไทยจะได้จากสงคราม เพราะขณะที่เรามีปัญหากับกัมพูชา แต่เราเห็นผลกระทบในมิติการเมือง ความมั่นคง และใหญ่ที่สุดคือมิติทางเศรษฐกิจ
ซึ่งประเทศไทยไม่สามารถแบกปัญหาเศรษฐกิจในระดับภายใน แบกปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน และยังแบกเศรษฐกิจที่มาจากปัญหาการเมืองโลกได้ แปลว่า แบก 3 ระดับ จะเป็นภาระใหญ่ที่ต้องถามว่า ครม.ชุดนี้ทำได้จริงหรือไม่
วันนี้สงครามอิหร่านเห็นมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ แนวโน้มสงครามอาจไม่สั้นอย่างที่เราคิด สงครามในอิหร่าน รูปแบบที่เราเห็นว่าอิสราเอลบอมบ์อิหร่านไปเรื่อย ๆ ถามว่าจะจบจริงไหม…หรือสงครามแบบหนึ่งจบ แต่ก็ตามมาด้วยสงครามก่อการร้าย เป็นสงครามล้างแค้น ไม่ใช่แบบที่เราพูดเรื่องผลประโยชน์ แต่จะกลายเป็นเงื่อนไขการต่อสู้ที่ไม่จบ
“ในมุมหนึ่ง การเป็นรัฐบาลในยุคนี้เป็นทุกขลาภใหญ่ รัฐบาลจะถูกพิสูจน์ฝีมือตั้งแต่วินาทีแรกของการประกาศชื่อ และในความท้าทายใหญ่ที่สุดคือ ตกลงจะมีน้ำมันใช้หรือไม่มี เพราะในขณะที่รัฐบาลบอกว่าน้ำมันในประเทศไทยมีเหลือใช้ แต่อยากให้ฝ่ายการเมืองไปดูชีวิตจริงในต่างจังหวัด ผมอยู่บนถนนราชพฤกษ์ ติดป้ายน้ำมันดีเซลหมด เห็นรถติดรอเข้าปั๊มน้ำมันบางจุดใน กทม.”
“ดังนั้น คำพูดของฝ่ายการเมืองที่น้ำมันไม่หมด แต่สำหรับชาวบ้านคือน้ำมันไม่มี เราเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นในชีวิต คือเมรุเผาศพในวัดเผาไม่ได้ เพราะไม่มีน้ำมัน หลายจังหวัดในอีสาน อบต.เริ่มส่งสัญญาณว่ารถเก็บขยะออกเก็บขยะไม่ได้เพราะน้ำมันไม่พอ เราเริ่มเห็นสัญญาณว่ารถกู้ชีพอาจจะวิ่งรับผู้ป่วยไม่ได้”
“สถานการณ์อย่างนี้อาจจะหนักกว่าโควิด-19 หรือเปล่า เพราะวันนี้ปัญหาลามไปหมดทั้งระบบ ถ้าระบบพลังงานของประเทศชอร์ต ประเทศเดินต่อไม่ได้ถ้าพลังงานขาดระบบขนส่งมีปัญหาแน่ ๆ ถ้าราคาพลังงานขึ้นก็จะพาอาหาร สินค้าต่าง ๆ ขึ้นราคา”
ไม่แน่ใจว่าสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซจะลากออกไปนานเท่าไหร่ อิสราเอลประกาศเมื่อวันอังคารที่ 17 มีนาคม ว่าจะขอบอมบ์ต่อเนื่องอีก 3 สัปดาห์ ซึ่งไม่ใช่ระยะเวลาน้อย ๆ ในบริบทวิกฤตเศรษฐกิจโลกและวิกฤตพลังงานโลก
คำถามคือ อะไรคือชีวิต 3 สัปดาห์ของประเทศไทย แค่ปัจจุบันเราเริ่มเห็นการขาดแคลน เห็นผลกระทบเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่
โจทย์วันนี้จึงเป็นความท้าทายขีดความสามารถของรัฐบาลในการบริหารประเทศ ว่าในภาวะวิกฤตขนาดใหญ่ที่มีทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตพลังงาน วิกฤตค่าครองชีพ วิกฤตความมั่นคงของมนุษย์ คำถามคือรัฐบาลจะทำข้อสอบประเด็นเหล่านี้อย่างไร ตอบแล้วประชาชนรู้สึกว่าทำข้อสอบผ่านหรือไม่
ปัญหาที่ต้องคิดคือ อะไรจะเป็นทางรอดของไทยในวิกฤตชุดใหญ่ แม้รัฐบาลบอกว่าน้ำมันไม่หมด แต่ทุกคนรู้อยู่แก่ใจโดยเฉพาะประชาชนในต่างจังหวัด ต่อให้นายกฯพูด รองนายกฯพูด คนก็ไม่เชื่อ เพราะคนไม่สามารถซื้อน้ำมันได้ ปัญหาเฉพาะหน้าที่รัฐบาลต้องกู้ให้ได้เป็นสิ่งแรก คือความน่าเชื่อถือของรัฐบาลเอง
จะบานปลายเป็นวิกฤตรัฐบาลตั้งแต่ต้นได้หรือไม่ “ศ.ดร.สุรชาติ” กล่าวว่า “ถ้าแก้ปัญหาไม่ดี เป็นวิกฤตตั้งแต่รับตำแหน่ง เพราะก่อนรับตำแหน่งฝ่ายการเมืองพูดแล้วทำลายเครดิตของฝ่ายการเมืองเอง คือคำยืนยันว่าน้ำมันมี แล้วปล่อยให้ชาวบ้านรับภาระ โดยฝ่ายการเมืองเชื่อคนที่มาอธิบายให้ฟังว่า น้ำมันขาดเป็นเพราะประชาชนกักตุน”
“ต้องบอกว่ารัฐบาลประชาชนกักตุนไม่ทัน ปั๊มปิดก่อน หรือประชาชนจะเอาแกลลอนไปเติม แกลลอนจะรองรับได้เท่าไหร่ ขอพูดภาษาแรง ๆ คือตบปากตัวเองได้เลย สอบข้อสอบตกตั้งแต่ต้น ไม่ทันเข้าห้องสอบก็ตกแล้ว ถ้าเป็นอย่างนี้วิกฤตจะเกิดตั้งแต่เริ่มรับตำแหน่ง หรือวิกฤตก่อนรับตำแหน่ง เพราะความน่าเชื่อถือจะลดลง บนเงื่อนไขที่ประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลไม่สามารถพูดความจริงว่าไม่มีน้ำมัน”
รัฐบาลมีเสียงเด็ดขาดในสภา รวมกับโครงสร้างอำนาจทางการเมือง จะช่วยค้ำบัลลังก์ได้ไหม “ศ.ดร.สุรชาติ” กล่าวว่า สิ่งที่ตั้งคำถามคือจะมีม็อบปากท้องลงถนนที่ กทม.หรือไม่ เราไม่ได้พูดถึงม็อบปากท้องมานานแล้ว เพราะเศรษฐกิจไทยไม่ถึงจุดที่มีม็อบปากท้องแต่รอบนี้มีโอกาสเป็นไปได้
อยากจะเตือนนักการเมืองเวลาพูดขอให้นึกถึงใจพี่น้องประชาชนบ้าง อย่าพูดโดยไม่รับผิดชอบ การกล่าวโทษว่าประชาชนกักตุนน้ำมันเป็นภาพสะท้อนความไม่เข้าใจของประชาชนในต่างจังหวัด อยากฝากผู้นำรัฐบาลว่าง ๆ ลองถอดหัวโขนไปดูประชาชนต่างจังหวัด
ฝ่ายการเมืองต้องกล้ายอมรับความจริงว่าประชาชนเผชิญวิกฤตชุดใหญ่ ไม่ใช่แค่ปัญหาขาดแคลนน้ำมัน เพราะจะตามมาด้วยแก๊สหุงต้ม เม็ดพลาสติกที่ผลิตจากน้ำมัน เราเห็นหลายที่ว่าถุงพลาสติกเริ่มถูกเก็บ เพื่อรอราคาใหม่ ถ้าถุงพลาสติกมีราคาสูงขึ้นก็ส่งผลต่อราคาอาหาร รวมถึงต้องรับมือกับปุ๋ยยูเรีย ที่นำเข้าจากตะวันออกกลางกว่า 50%
“โจทย์ชุดนี้คือปัญหาความยากจนที่กำลังจะเกิดกับประชาชน ผลจากวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตพลังงาน วิกฤตปุ๋ย วิกฤตพลาสติก นำไปสู่วิกฤตค่าอาหาร ดังนั้น รัฐบาลต้องกล้ามองความจริง”
วันนี้มีเรื่องดีเรื่องเดียวคือ โรงเรียนปิดเทอมใหญ่ ถ้าโรงเรียนเปิดเทอมก็จะเจอชนวนระเบิดอีกชุดหนึ่งแน่ ๆ ดังนั้น รัฐบาลจะจัดระบบอย่างไร เพราะอีกอึดใจเดียวก็จะเจอสงกรานต์ และเมื่อถึงเดือนพฤษภาคม โรงเรียนจะเปิดเทอม นี่คือโจทย์ชีวิตคนจริง ๆ
ไม่อยากเห็นรัฐบาลใส่แว่นดำ ๆ มองออกไปก็ไม่เห็นอะไร แล้วรู้สึกว่าทุกอย่างดีหมด เพราะแว่นดำปิดการมองเห็นของรัฐบาล ถ้าเป็นอย่างนั้นจะมีวิกฤตซ้ำ 2 คือ วิกฤตการบริหารของรัฐบาล จะเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลจะเผชิญในอนาคต
เมื่อถามว่า ดูชื่อ ครม.ที่ออกมามีความหวังไหม ศ.ดร.สุรชาติกล่าวว่าไม่อยากตีปลาหน้าไซ บางทีก็ไม่แฟร์ที่จะบอกว่าเราหวังไม่ได้ เพียงแต่ส่งสัญญาณในฐานะคนที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลก เห็นผลกระทบขนาดใหญ่ จากความเปลี่ยนแปลงของโลกจุดนี้ เห็นผลกระทบระดับภูมิภาค ผลกระทบระดับประเทศ ผลกระทบระดับสังคมซ้อนกัน สุดท้ายผลกระทบนี้ตอบได้อย่างเดียวว่ากระทบต่อชีวิตคนและตัวเราเอง
อยากเห็นรัฐบาลที่มีขีดความสามารถที่มากขึ้น มีวิสัยทัศน์ที่จะแก้ปัญหาประเทศให้ได้ ไม่อยากเห็นรัฐบาลมาพร้อมกับคำพูดสวย ๆ มาพูดกับตัวนโยบายที่จับต้องไม่ได้ในชีวิตคน
ถ้าวันหนึ่งสงครามในอิหร่านสิ้นสุดจะส่งผลอย่างไรต่อการใช้พลังงานในหลายประเทศ อาจรวมถึงประเทศไทยที่มีความเป็นไปได้ ว่าคนอาจจะทิ้งรถสันดาปไปใช้รถอีวี หรือคนเริ่มหาแผงโซลาร์เซลล์มากขึ้น
“โจทย์ที่รัฐบาลต้องตอบ คือความมั่นคงของชีวิตมนุษย์ ของผู้คนในสังคมไทย รัฐบาลจะตอบอย่างไร อยากฟังในวันแถลงนโยบาย..รอฟัง และหลังจากแถลงนโยบายก็อยากเห็นการดำเนินนโยบายที่ตอบคำถามเหล่านี้ ถ้าเรียกร้องได้ อยากเห็นอะไรที่ทำแล้วสามารถช่วยพยุงชีวิตประชาชนที่มีวิกฤตจริง ๆ”
“อยากจะบอกว่าเลิกบ้ากระแสชาตินิยมได้แล้วครับ ต้องคิดยุติปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ในสถานการณ์อย่างนี้ ไม่มีประโยชน์มากที่สุด หรือเลิกพูดเรื่องเลิกเอ็มโอยู 43-44 เพราะเมื่อเจอสงครามอิหร่าน โจทย์พลังงาน โจทย์เอ็มโอยูเหมือนโจทย์ของเล่นที่ไม่มีอะไรเลย”
กล่าวได้ไหมว่าการตั้งรัฐบาลรอบนี้เดิมพันด้วยชีวิตคน “ศ.ดร.สุรชาติ” กล่าวว่าเดิมพันด้วยชีวิตคน เดิมพันด้วยเครดิตของรัฐบาลในอนาคต
“เราหดหู่ แต่ชีวิตประชาชนหดหู่กว่าเรา เพราะเศรษฐกิจหลายครอบครัวเป็นเรื่องน่ากังวล ฝากนักการเมืองว่าอย่าพูดสวย ๆ อย่าพูดลอย ๆ เพราะชีวิตคนไม่สวย ไม่ลอย”
ถาม ศ.ดร.สุรชาติ ว่ามองการตั้ง ครม.อนุทิน 2 ที่กำลังฝุ่นตลบอย่างไร ว่าวันนี้นักการเมืองทั้งสภาดูแล้วสนใจอยู่เรื่องเดียว ใครจะชิงตำแหน่งนั้น ตำแหน่งนี้ รวมถึงพรรคฝ่ายค้านด้วย ความกังวล คือทำให้ประชาชนบางส่วนรู้สึกว่าระบบรัฐสภาไม่ตอบโจทย์ชีวิตคน ไม่ได้บอกว่าเราต้องยึดอำนาจ แต่กำลังตอบในมิติเดียวกับสังคมตะวันตกกำลังเผชิญ ระบอบการเมืองเสรีนิยมไม่ตอบโจทย์ชีวิตคนตะวันตก จึงเป็นปัจจัยทำให้ทรัมป์ชนะเลือกตั้งในปี 2024
ถ้าเป็นอย่างนี้เรากำลังเริ่มรู้สึกคล้าย ๆ กับสังคมในตะวันตกรู้สึกหรือเปล่า ว่าระบบปัจจุบันที่มีอยู่ ไม่ว่าพรรคสีอะไร จะเป็นฝ่ายค้าน หรือรัฐบาล ก็สีเดียวกันคือแย่งเก้าอี้ ทุกคนอยากมีหัวโขนกันหมด รู้สึกว่านักการเมืองพูดถึงทิศทางการแก้ปัญหาประชาชนน้อยมาก
“นักการเมืองพูดถึงทิศทางการแก้ปัญหาประชาชนน้อยมาก พูดถึงแต่นโยบายที่พรรคอยากได้ และนักการเมือง
อยากเป็น แต่เราไม่เห็นชีวิตของประชาชนในคำพูดเหล่านั้นเลย ยกเว้นภาษาหรู ๆ ที่แปลงออกมาแล้วไม่เป็นรูปธรรมในชีวิตความเป็นจริง”
อ่านข่าวต้นฉบับ: สุรชาติ : วิกฤตน้ำมัน ทุกขลาภอนุทิน ‘รัฐบาลจะถูกพิสูจน์ฝีมือตั้งแต่วินาทีแรก’
