ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่ประเทศไทยเท่านั้น จากสงครามตะวันออกกลางได้ลามกระทบทั้งระบบห่วงโซ่ น้ำมันดิบจำนวนมหาศาลถูกจำกัดการขนส่งที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะมีการเจรจาซื้อจากแหล่งอื่นอย่างประเทศแองโกลา แต่กว่าจะกลั่นและส่งถึงมือประชาชนก็ไม่ใช่จะเกิดขึ้นภายในวันสองวัน ขณะที่กลไกของราคาก็ยิ่งขยับแบบไม่รู้จบ จนวันนี้สงครามกินระยะเวลาที่ยืดเยื้อแล้วจะร่วมเดือน ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งไปแตะที่ 100 เหรียญ/บาร์เรล แม้จะยังไม่สูงสุดเหมือนเมื่อวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ทะลุไปถึง 140 เหรียญ/บาร์เรล แต่ผลกระทบเหมือนไฟลามทุ่ง เมื่อราคาน้ำมันพุ่ง ค่าขนส่งขึ้น ข้าวของปรับราคาขึ้น ขณะที่เงินในกระเป๋าเท่าเดิม นี่ยังไม่รวมหนี้ครัวเรือนที่ประชาชนยังต้องแบกรับกันอยู่
กระทรวงพลังงาน ผู้ทำหน้าที่หลักได้หยิบเอากลไกของ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” เข้ามาอุ้ม ทำให้ตอนนี้ (ณ วันที่ 17 มีนาคม 2569) กองทุนติดลบไปแล้ว 16,500 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกวัน โดยอุดหนุนดีเซลที่ 20.65 บาท/ลิตร (ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569) พร้อมขยายเพดานราคาขยับมาอยู่ที่ 33 บาทต่อลิตร ขณะที่เบนซินไม่มีการอุดหนุน ซึ่งในส่วนนี้แม้รัฐบาลยังคงให้เหตุผลเช่นเดิมว่า ด้วยผู้ใช้น้ำมันดีเซลเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก เป็นภาคการขนส่งที่ต้องพึ่งพึงพลังงานสูง ดังนั้นการเข้ามาอุ้มกลุ่มนี้จึงจำเป็นมากกว่า ขณะที่กลุ่มเบนซิน คือ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถเก๋ง รถสปอร์ต รถจักรยานยนต์ จะเป็นเดอะแบก หรือแม้แต่กลุ่มแก๊สโซฮอล์ 91 95 ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้ใช้รถ คือ มนุษย์เงินเดือน ที่รัฐอุดหนุนไม่ถึง 10 บาท/ลิตร แต่รัฐก็ได้ให้เหตุผลที่ว่า มีมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพออกมาดูแลอย่างต่อเนื่อง
หลายวันที่ผ่านมาความตื่นตระหนกเรื่องน้ำมันมีไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกษตรกรผู้ที่เคยซื้อจากจ็อบเบอร์ ต้องหันมาเติมที่หน้าปั๊ม จึงเป็นการแย่งซื้อน้ำมันจากประชาชนทั่วไป เกิดการขาดแคลนจนกลายเป็นวิกฤตที่จากเล็ก ๆ เริ่มไม่เล็ก ในขณะที่ “นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจคลังน้ำมันลำลูกกาทันที ซึ่งคลังดังกล่าวอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) หรือ OR และเป็นคลังขนาดใหญ่ที่สามารถบรรจุน้ำมันได้สูงถึง 113 ล้านลิตร โดยกระจายผ่านทางรถขนส่งน้ำมันให้กับปั๊มน้ำมันพื้นที่ภาคกลางกว่า 23 จังหวัด โดยสถานการณ์ขณะนี้ทางคลังได้บริหารจัดการด้วยการเพิ่มจำนวนรถขนส่งน้ำมันจาก 200 คัน เป็น 400 คัน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการที่สูงกว่าปกติในช่วงนี้
“นางกาญจนี อุดมกุลวณิชย์” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการคลังปิโตรเลียม บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า คลังน้ำมันลำลูกกาตั้งเมื่อปี 2542 มีหน้าที่รับน้ำมันและจ่ายน้ำมันให้กับลูกค้า ยอมรับว่าวันนี้ดีมานด์สูงกว่าปกติ จึงได้เพิ่มทั้งเที่ยวรถเป็นเท่าตัว และยังขอให้โรงกลั่นน้ำมันเพิ่มจำนวนน้ำมันอีก 50-70% จากคำสั่งเดิม โดยแต่ละวันสามารถจ่ายน้ำมันออกไปได้ 7-8 ล้านลิตร จากเดิมอยู่ที่ 4 ล้านลิตร ยอมรับว่าแต่ละเที่ยวจะใช้เวลา 9-10 วัน ซึ่งเมื่อดีมานด์พุ่ง ซัพพลายก็ไม่พอและไม่ทัน แต่มันไม่ได้เกิดจากการกักตุน
ด้านนายอรรถพลกล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้กำชับให้คลังน้ำมันเปิดดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันเพื่อรองรับการจ่ายน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่า ปัจจุบันมีน้ำมันเข้าสู่คลังจากโรงกลั่นอย่างสม่ำเสมอ และสามารถจ่ายให้กับรถบรรทุกที่เข้ามารับได้ตลอดเวลา ขณะที่ระบบการจัดส่งได้แก้คอขวดตรงนี้แล้ว โดยหลังการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันเพิ่มเติม เพื่อติดตามสถานการณ์การจำหน่ายและสภาพการให้บริการ พบว่าแม้บางช่วงอาจมีการขาดแคลน เนื่องจากการขนส่งไม่ทันเวลา แต่โดยรวมสถานการณ์เริ่มคลี่คลายและมีแนวโน้มดีขึ้น จากการเพิ่มเที่ยววิ่งของรถขนส่ง รวมถึงขยายช่วงเวลาการวิ่งในเวลากลางวัน ซึ่งช่วยให้การกระจายน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีความคล่องตัวมากขึ้น
สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ สาเหตุหลักมาจาก 3 ประเด็น ได้แก่ ข้อจำกัดด้านการขนส่ง ความตื่นตระหนกของประชาชนที่นำภาชนะมากักเก็บน้ำมัน การเบี่ยงเบนการซื้อจากภาคอุตสาหกรรมมาสู่สถานีบริการ ซึ่งภาครัฐได้เร่งดำเนินมาตรการแก้ไขอย่างรอบด้าน โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ จัดตั้งคณะทำงานระดับจังหวัดเพื่อตรวจสอบการจำหน่ายสินค้า การตั้งราคา และป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภคในช่วงวิกฤต โดยเฉพาะประเด็นจ็อบเบอร์ หรือพ่อค้าคนกลางหรือผู้ค้าส่งน้ำมันรายย่อย ที่มีการขายราคาสูงเป็นราคาที่เขย่งจากหน้าปั๊ม
ในด้านราคา กระทรวงพลังงานได้มีการกำหนดเพดานราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร และดำเนินการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนมากเกินไป โดยการปรับขึ้นล่าสุดอยู่ที่ 50 สตางค์ ซึ่งถือเป็นระดับปกติในภาวะทั่วไป พร้อมย้ำว่าปริมาณน้ำมันยังมีเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก ขณะเดียวกันภาครัฐยังได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการทั่วประเทศแล้วกว่า 2,600 แห่ง จากทั้งหมดกว่า 20,000 แห่ง พบว่าสถานีที่ปิดให้บริการมีประมาณ 10% และไม่พบพฤติกรรมกักตุนน้ำมันแต่อย่างใด
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ แล้วเหตุใดประเทศไทยถึงไม่ซื้อน้ำมันสำเร็จรูปจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในการซื้อขายน้ำมัน นั่นก็เพราะต้องการให้มีการลงทุนโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ เมื่อผลิตน้ำมันได้เองจะได้โปรดักต์ที่หลากหลาย ในส่วนของน้ำมันเกรดดีก็ขายไว้ใช้ในประเทศ ส่วนน้ำมันเกรดต่ำก็ส่งออกขายไปประเทศอื่น ๆ ตัวเลือกนี้ก็ใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้นในอนาคตเพราะกลไกที่จะนำมาใช้แก้ปัญหา ไม่ว่าจะการดึงเอาเงินกองทุนมาอุดหนุน การกู้ หรือการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งก็เป็นกลไกที่ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต บวกกับสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบโลกเริ่มลดลง ทำให้ราคาน้ำมันลดลงตาม
กลับมาที่ประเด็นของจ็อบเบอร์ก็ต้องยอมรับว่า คนกลุ่มนี้ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เพราะเขามีหน้าที่ซื้อมาขายไป แต่ที่ต่างจากผู้ค้าน้ำมันอย่างที่มีปั๊มขายเอง คือ เขาลงทุนโรงกลั่นเอง ทำให้เกิดคำว่า “ราคาเขย่ง” เพราะเป้าหมายเขาคือขายให้กับปั๊มรายย่อยตามท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า ปั๊มหลอด เน้นขายให้กับรถไถ รถเกี่ยวข้าว แต่ในสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง จนทำให้เกิดความหวั่นเกรงน้ำมันขาดตลาด มีการต่อแถวเพื่อซื้อน้ำมันยาวเหยียดนั้น มีรายงานข่าวจากวงในระบุว่า จ็อบเบอร์มีตั๋วน้ำมันเพื่อที่จะไปรับน้ำมันหน้าคลังโรงกลั่น แต่กลับถูกปฏิเสธในจำนวนที่เต็ม 100% เช่น จากเดิมเติมได้ 10,000 ลิตร/วัน เหลือเพียง 6,000 ลิตร/วัน เมื่อการขายไม่เพียงพอให้เกษตรกร จึงกลายเป็นปัญหาลูกโซ่เกิดภาพเหตุการณ์ที่ว่าแย่งเติมที่หน้าปั๊ม
วันนี้แม้ประชาชนคนไทยจะเคยสัมผัสกับราคาน้ำมันที่สูงถึง 35 บาท/ลิตรมาแล้ว แต่ด้วยสถานการณ์ที่แตกต่างกัน การใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็ยังคงเอาอยู่ แม้ตัวเลขจะจบลงที่ติดลบกว่าแสนล้านบาทก็ตาม สถานการณ์วันนี้คือ “ขาดแคลนพลังงาน” ไม่ใช่ความกังวลเรื่องของราคา ประชาชนตื่นตระหนกแห่กักตุนน้ำมันในปริมาณที่มากกว่าปกติ เมื่อดีมานด์สูง แน่นอนว่าต้องกระทบกับซัพพลาย
รัฐบาลใหม่ต้องเร่งเข้าประจำการแก้ปัญหาโดยด่วน
อ่านข่าวต้นฉบับ: วิกฤต ‘ขาดพลังงาน’ คนแห่ซื้อน้ำมัน รัฐอุ้มดีเซลตามเคย-รถเก๋ง ‘เดอะแบก’
