MFEC Inspire 2026 – Empowering Tomorrow’s Enterprise with AI – 25 มีนาคม 2569 แลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวขาญเฉพาะด้าน ช่วยให้องค์กรตั้งหลักการลงทุนได้ถูกทาง และพร้อมไปต่อในโลกที่ท้าทายกว่าเดิม
นายศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC เปิดเผยว่า สถานการณ์ในปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทายขององค์กรในยุคที่เศรษฐกิจและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การลงทุนในด้านต่างๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างชัดเจน แต่ช่วงที่ผ่านมา หลายองค์กรอาจยังไม่สามารถสร้างผลตอบแทนตามต้องการได้ เพราะขาดโซลูชั่น หรือการออกแบบระบบการทำงานและการเรียนรู้ในระดับองค์กรอย่างแท้จริง
MFEC ถือเป็นบริษัทที่จะเข้าไปช่วยตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละส่วนเหล่านี้ โดยมีการจัดงาน MFEC Inspire 2026 – Empowering Tomorrow’s Enterprise with AI ในวันที่ 25 มีนาคม 2569 ณ โรงแรม แกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยต์ ลุมพินี เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวขาญเฉพาะด้าน ช่วยให้องค์กรตั้งหลักการลงทุนได้ถูกทาง และพร้อมไปต่อในโลกที่ท้าทายกว่าเดิม
“งาน MFEC Inspire 2026 จัดขึ้นเพียง 1 ครั้งต่อปี เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) ทั้งฝั่งของเทคโนโลยี และฝั่งลูกค้า รวมถึงสภาพเศรษฐกิจ โดยปีนี้เน้นมากๆ ในเรื่อง AI จากการที่สภาพเศรษฐกิจไม่ดีมากนัก มีสงครามและเรื่องอื่นเข้ามา ทำให้ธุรกิจต้องกังวลเรื่องต้นทุน โดยเฉพาะในภาวะที่อาจยังขยายตัวไม่ได้ แต่การนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุด แพงที่สุด ไม่ใช่คำตอบ จะต้องเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ได้ในราคาที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งเทคโนโลยีที่ทุกคนมองข้ามไม่ได้คือ ไอเอ ทำให้ปี 2569 นี้ บริษัทเน้นธีมในด้าน AI เป็นหลัก” นายศิริวัฒน์ กล่าว
นายศิริวัฒน์ กล่าวว่า เทคโนโลยี AI ในปัจจุบัน เทียบการใช้งานของฝั่งผู้ผลิตอย่างสหรัฐ และฝั่งผู้ใช้บริการในประเทศไทย ต้องยอมรับว่า ช่องว่างของไทยยังมีอยู่มาก เรายังไม่สามารถนำ AI เข้ามาใช้เพิ่มผลิตภาพ หรือ Productivity ได้มากเท่าที่ควร อาทิ บริษัทไอทีในสหรัฐ สามารถใช้ AI ทำงานที่เพิ่มผลิตภาพได้ถึง 10 เท่าแล้ว แต่ในไทยยังไม่ได้ไปถึงขนาดนั้น เพราะการจะไปถึงระดับนั้นได้ ผู้ใช้งาน AI จะต้องมีทักษะในการใช้ ไม่ใช่เพียงซื้อเข้ามาแล้วจะได้ประสิทธิภาพแบบ 10 เท่าทันที จึงมีการพูดถึงเสมอว่าคนที่เก่งและมีประสบการณ์สูง เมื่อได้ใช้ AI แล้วจะเหมือนพยัคฆ์ติดปีก สามารถวัดผลการทำงานได้ แต่หากไม่มีประสบการณ์ เมื่อใช้งาน AI แล้วก็อาจพาให้ออกทะเลได้เช่นกัน
นายศิริวัฒน์ กล่าวว่า การที่ผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ไทยไม่เติบโต ทำให้ปัญหาของธุรกิจไทยหลักๆ อยู่ที่ยอดขาย และต้นทุน ฝั่งค่าใช้จ่ายแซงฝั่งรายได้ ทำให้ต้องกลับมามองเรื่องต้นทุน โดยเฉพาะในด้านไอที เนื่องจากเดิมช่วงที่สภาพธุรกิจเติบโตเยอะๆ ฝ่ายไอทีจะเป็นตัวช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อขยายตลาดเพิ่มเติม แต่ปัจจุบันไอทีในหลายๆ บริษัทถูกมองว่า กลายเป็นภาระ เป็นตัวถวงของธุรกิจ เพราะต้นทุนไอทีปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ต้นทุนรวมหรือกำไรถดถอยจากเดิม
บริษัทเหล่านี้จึงต้องการหาเทคโนโลยีที่สามารถใช้ได้ในต้นทุนที่เหมาะสม ยกตัวอย่างหลายๆ บริษัทใช้เทคโนโลยีนี้มาตลอด 5 ปีที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาเลย เพราะเศรษฐกิจดี แต่ตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดีเหมือนเดิม หากยังใช้เทคโนโลยีแบบเดิมคงไม่ไหว เพราะราคาหรือต้นทุนเทคโนโลยีบางตัวมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายศิริวัฒน์ กล่าวว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจ และแนวทางการใช้เทคโนโลยีในปัจจุบัน การชะลอเวลาไม่ใช้ AI และไม่ลงทุนด้าน AI ถือว่าไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีแน่นอน ใครที่เดินมาทางนี้เท่ากับผิดแน่ๆ แปลว่าเราต้องลงทุน แต่อาจมีการลังเลว่า ลงทุนแล้วคุ้มค่าหรือไม่ รวมถึงต้องรอเวลาช่วงใดจึงจะลงทุนดี โดยสิ่งที่บริษัทพยายามช่วยลูกค้าคือ หากมีการลงทุนวันนี้ทุกอย่างที่ลงทุนไปแล้วจะต้องวัดผลได้ เพราะหากองค์กรซื้อเทคโนโลยีไปใช้แล้วสามารถวัดผลได้ทันที ก็จะไม่กลัวในการลงทุนเพิ่มเติม
นายศิริวัฒน์ กล่าวว่า ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ที่การเติบโตจะเป็นแบบ เคเชฟ (K-shaped Recovery) ซึ่งผู้บริหารมักจะมองในลักษณะหากเศรษฐกิจแย่ บริษัทเราต้องเป็นบริษัทที่แย่ช้าสุด หรือเวลาที่เศรษฐกิจกำลังบูม ผู้บริหารก็ต้องมอง บริษัทตัวเองจะต้องเติบโตเร็วสุด เพราะฉะนั้นตอนนี้เราก็จะมามองแล้วว่า เราจะเป็นบริษัทแบบใด เช่นเดียวกับเอ็ม เอฟ อี ซี ที่ต้องเข้าใจลูกค้ามากที่สุด เพิ่มความใกล้ชิดระหว่างกัน และลงทุนร่วมกัน อาทิ ลูกค้ามีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี แต่ไม่มีฝ่ายไอที บริษัทจะเข้าไปทำด้านเทคโนโลยีให้บนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้น เมื่อมีกำไรแล้วก็นำมาแบ่งกัน ภายใต้สภาวะที่ต่างคนต่างไม่กล้าลงทุน เราก็อาจเข้าไปร่วมทุนหรือเข้าไปช่วยลูกค้าเพื่อการเติบโตใหม่ด้วยกันได้
“บริษัทมองความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ โดยประเมินว่า การที่ประเทศไทยเป็นแบบนี้ ไม่ใช่เป็นภาวะแค่ชั่วคราว หรือเป็นเพราะมีบางเหตุการณ์เกิดขึ้นมาแล้วเศรษฐกิจไม่ดี แต่ถือเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง แปลว่าประเทศไทยจะมีเศรษฐกิจที่ไม่ดี หรือซึมๆ แบบนี้อาจเป็นอีก 10 ปี ทำให้หากต้องการสร้างองค์กรที่ยั่งยืน ต้องโจทย์ลูกค้าของเราที่อยู่ในสภาพการแข่งขันหรือสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ให้ได้ เราถึงเน้นเรื่องลดต้นทุนด้านไอที เน้นการขายเทคโนโลยีเฉพาะที่สามารถวัดผลได้ จำเป็นจริงๆ อาจไม่ใช่สิ่งที่แพงที่สุด ดีที่สุด แต่ต้องเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมในราคาที่เหมาะสมที่สุดเช่นกัน” นายศิริวัฒน์ กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: MFEC ชู AI ติดปีกธุรกิจไทย ก้าวข้ามความท้าทาย สู่ผลลัพธ์อย่างยั่งยืน