“ประเสริฐ” ปลัดกระทรวงพลังงาน เผยจะตรึงดีเซล 33 บาทให้ได้นานที่สุด ยังตอบไม่ได้ยืนได้นานแค่ไหน รับปัจจัยโลกผันผวนรุนแรง เร่งบาลานซ์พลังงาน-ค่าไฟ รับดีมานด์ Data Center ลุยเดินหน้าปรับสัดส่วนก่อนคลอดแผน PDP 2026
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลัง สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อการจัดทำ “ค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า (Load Forecast)” เพื่อใช้เป็นฐานในการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026) ถึงสถานการณ์ราคาพลังงานว่า
หลังจากที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) จำเป็นต้องขยับดีเซลแตะ 33 บาท ลดภาระกองทุนน้ำมัน หลังราคาตลาดโลกพุ่งแรงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ 24 มี.ค. ปั๊มน้ำมันประกาศปรับราคาดีเซลขึ้น 1.80 บาท ดีเซลพรีเมี่ยม และเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ทุกชนิด ขึ้นพรวดเดียว 2 บาท
“ต้องขยับได้อีกนานแค่ไหน ตอนนี้ยังตอบไม่ได้เหมือนกันว่าจำเป็นต้องขยับเพดานหรือไม่ เพื่อป้องกันการกักตุนและการลักลอบ ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งอาจจะไปถึงระดับหนึ่งได้ แต่ในตอนนี้พยายามจะยืนไว้ก่อน คือยืนที่ระดับ 33 บาท พยายามตรึงให้นิ่งที่สุด ยืนให้แน่นที่ 33 บาท ส่วนจะยืนได้นานแค่ไหน ยังไม่สามารถตอบได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์”
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่แม้ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรก แต่ครั้งนี้มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีการโจมตีและทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของแต่ละฝ่าย ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพราคาพลังงานโลก และเป็นเหตุผลที่ภาครัฐต้องพิจารณาการตรึงราคาอย่างรอบคอบในด้านความมั่นคงพลังงาน
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้มีการเตรียมกำลังการผลิตไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งกำลังผลิตหลัก และการรองรับความต้องการใหม่จาก Data Center ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล
สำหรับการบริหารจัดการด้านราคา รัฐพยายามดำเนินการให้เหมาะสม ควบคู่ไปกับการปรับตัวด้านการลดการปล่อยคาร์บอน โดยยอมรับว่ายังต้องรอความชัดเจนของแผนพลังงานในระยะต่อไปว่าจะสามารถสร้างสมดุลได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ ราคาพลังงานบางประเภท เช่น ถ่านหิน ยังมีความผันผวน สวิงน้อยกว่าน้ำมัน
อีกประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือเทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) ซึ่งจากการศึกษาก่อนหน้านี้ประเมินขนาดกำลังผลิตไว้ที่ประมาณ 600 เมกะวัตต์ และอาจช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าได้ในอนาคต
ทั้งนี้ ยังต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องความปลอดภัย กฎระเบียบ และการกำกับดูแล รวมถึงความสอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ International Atomic Energy Agency (IAEA) หรือทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ทำให้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเดินหน้ามากน้อยเพียงใด
สำหรับแผน PDP ใหม่นั้น หากมองย้อนในช่วงปี 2024 พบว่าความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการขยายตัวของ Data Center ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่ยืนยันแล้วประมาณ 16 แห่ง และมีผู้ได้รับอนุญาตอีกกว่า 450 ราย ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
บวกกับประเทศไทยได้ปรับเป้าหมายจาก Carbon Neutrality ในปี 2050 ไปสู่ Net Zero Emissions ภายในปีเดียวกัน ส่งผลให้การวางแผนพลังงานต้องเพิ่มความเข้มข้น ด้านการอนุรักษ์พลังงานควบคู่กันไป
ส่วนโครงสร้างเชื้อเพลิง ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่มีแนวทางกระจายความเสี่ยงโดยใช้พลังงานทดแทนที่หลากหลาย พร้อมทั้งมองว่า SMR อาจเข้ามามีบทบาทเสริมในอนาคต สำหรับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นที่มากกว่า 50% ซึ่งต้องดูความมั่นคงเนื่องจากพลังงานบางประเภท เช่น โซลาร์เซลล์ แม้มีต้นทุนต่ำ แต่จำเป็นต้องมีระบบสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น แบตเตอรี่ หรืออุปกรณ์รักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ทั้งหมดล้วนมีต้นทุน
อย่างไรก็ตาม พลังงานสะอาดจะมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ยังจำเป็นต้องมีระบบสำรอง เนื่องจากไม่สามารถควบคุมปัจจัยธรรมชาติได้ เช่น ช่วงเวลากลางคืนหรือสภาพอากาศที่แปรปรวน แนวคิดหนึ่งในการบริหารจัดการคือการให้พลังงานหมุนเวียนแต่ละประเภทช่วยเสริมกัน เช่น ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในช่วงกลางวัน และพลังงานลมในช่วงกลางคืน เพื่อลดความจำเป็นในการลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่ในทางปฏิบัติยังคงต้องมีระบบสำรองรองรับ (Back up)
ดังนั้น สัดส่วนที่เหมาะสมของพลังงาน แต่ละประเภทและระบบสำรอง ยังไม่สามารถกำหนดเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ทั้งความต้องการใช้ไฟฟ้าและต้นทุนพลังงาน ซึ่งปัจจุบันสามารถคาดการณ์ได้เพียงระยะสั้นประมาณ 2 ปี
กรณีค่าไฟฟ้า มองว่าปัจจุบันต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่มากกว่า 4 บาทต่อหน่วย แต่มีมาตรการช่วยเหลือทำให้ราคาลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นส่วนที่นำเงิน Claw Back กว่า 9,000 ล้านบาทมาช่วย ซึ่งยังไม่รวมภาระหนี้ กฟผ. และ ปตท. หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม ราคามีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ซึ่งต้องรอรัฐบาลใหม่ว่าจะเดินหน้าอย่างไร เช่น การช่วยกลุ่มเปราะบาง
ดังนั้น การใช้กลไกผ่านภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การไฟฟ้า แต่ต้องพิจารณาผลกระทบด้านฐานะการเงินด้วย เนื่องจากอาจส่งผลต่อความสามารถในการกู้เงินและต้นทุนในอนาคต
ทั้งนี้ การบริหารราคาพลังงานจำเป็นต้อง สร้างสมดุลระหว่างการช่วยเหลือประชาชนในระยะสั้น กับความยั่งยืนในระยะยาว เพราะหากมีการบิดเบือนราคามากเกินไปอาจกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘ปลัดพลังงาน’ จะตรึงดีเซล 33 บาทให้นานที่สุด ตอบไม่ได้จะยื้อได้นานแค่ไหน
