Jaymart Mobile ขยับใหญ่อีกครั้ง พยายามพลิกโฉมปรับแบรนด์ให้เป็นไลฟ์สไตล์ ทำให้ร้านค้า และสาขา น่าเข้ามาเยี่ยมชมมากขึ้น ทั้งยังตั้งเป้าปูพรมเปิดเพิ่มอีก 100 แห่ง ในรูปแบบ “สาขาตู้คอนเทนเนอร์” ตั้งหน้าร้านสะดวกซื้อ และห้างเล็กต่างจังหวัด
“ดุสิต สุขุมวิทยา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด บอกว่า ตลาดค้าปลีกสินค้าไอที และสมาร์ทโฟน ยังมีช่องว่างให้เติบโตได้อีก หากสามารถเข้าถึงผู้คนได้จริง ๆ เพราะในเรื่องมือถือแล้ว ผู้บริโภคยังต้องการบริการที่หน้าร้าน หรือหน้าสาขา
และว่า ตลาดค้าปลีกสมาร์ทโฟน-แก็ดเจต ในประเทศไทยมีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งเจมาร์ทมีส่วนแบ่งอยู่ราว 8-10% และในปี 2569 นี้ ตั้งเป้าผลักดันรายได้รวมให้เติบโต 50% จากปีก่อน หรืออยู่ที่ประมาณ 15,000 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของตลาดสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ เทคโนโลยี AI Smartphone, Smart Device และ IOT รวมถึงการขยายเครือข่ายสาขาและช่องทางการจำหน่ายให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
“ปัจจุบัน Jaymart Mobile มีสาขารวม 300 แห่งทั่วประเทศ และมีแผนเพิ่มเป็น 400 สาขา ภายในสิ้นปี 2569 ตั้งงบฯไว้ที่ 60 ล้านบาท เพื่อเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าในทำเลศักยภาพ พร้อมยกระดับร้านค้าสู่รูปแบบ Smart Gadget Destination ที่รวมสินค้าและบริการด้านเทคโนโลยีครบวงจรในจุดเดียว”
หากขยายครบ 400 คาดว่าจะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้ถึง 15% โดยการขยายสาขานั้นแบ่งออกเป็น 1.ห้างขนาดใหญ่ 10 Shop 2.เจาะห้างขนาดเล็ก Hyper Market เช่น BigC-Lotus’s ที่กระจายทั่วประเทศ 80 Shop 3.แบรนด์ช็อปที่ต้องการจะตั้งสาขาเอง และให้ JMart บริหาร 10 Shop และสาขาตู้ Stand Alone หน้าร้าน 7-Eleven อีก 40 ร้าน ที่เป็นการตั้งร้านลักษณะเหมือนตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อเจาะลึกระดับตำบลและอำเภอ ซึ่งนำร่องไปแล้วที่แม่สอดและอุตรดิตถ์
“ดุสิต” มองว่า ค้าปลีกสมาร์ทโฟน ยังต้องการ “สาขา” เพราะลูกค้าต้องการจับเครื่อง ต้องการไปเทรดเครื่องไปทำไฟแนนซ์ ดังนั้นการเจาะเข้าไปในพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ใช่แค่การขายสินค้า แต่เป็นการสร้างการรับรู้ และดึงทราฟฟิก แม้การขายผ่านช่องทางออนไลน์จะเติบโตต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี แต่สัดส่วนยังอยู่ที่ประมาณ 30%
“ห้างขนาดใหญ่มียอดขายราว 8-10 ล้านบาท ขนาดเล็กก็ลดลงมาแล้วแต่พื้นที่ ส่วนการตั้งสาขาหน้า 7-Eleven เป็นหนึ่งในส่วนสำคัญในการดึงทราฟฟิก เพราะคนต่างจังหวัดมาเซเว่นฯอยู่แล้ว ซึ่งเวลาเปิดปิดก็จะต่างจากสาขาห้าง เป็นปิด 21.00 น. เป็นต้น”
อย่างไรก็ตาม จุดมุ่งหมายไม่ได้คาดหวังว่าจะทำยอดขายได้เท่ากับห้าง แต่เป็นจุดเชื่อมต่อสำหรับบริการอื่น ๆ และขายของให้พาร์ตเนอร์ร้านเจมาร์ทในพื้นที่นั้น ๆ เพื่อกระจายการขายให้ท้องถิ่น จึงจะยกระดับร้านตู้กว่า 4,000 ราย ให้เป็น Jaymart Partner ควบคู่กัน
“ลูกค้ายังต้องการหน้าร้าน แม้ก่อนหน้านี้เราจะเปิดบริการใหม่ Online Seamless ในการขอสินเชื่อสมาร์ทโฟนแบบ Fully Online ร่วมกับ SG Finance+ ที่ให้ลูกค้าทำรายการได้ทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว รู้ผลอนุมัติใน 3 นาที และรับเครื่องได้ใน 1 ชั่วโมง เพราะยังมีคนอยากเอาเครื่องมาเทรดที่ร้าน มาขอรับบริการของเรา ร้านตู้ และสาขา 7-Eleven รองรับตรงนี้ได้ เรายังให้บริการด้านไฟแนนซ์เสริมเข้าไปได้ด้วย”
นอกจากนี้ การขยายสาขาต้องมาพร้อมกับ Affordable Campaign เน้นการเข้าถึงง่ายผ่านระบบ CRM, การนำเครื่องเก่ามาแลกเครื่องใหม่ผ่าน e-Bidding Platform ที่ให้ราคาดีที่สุดในตลาด รวมถึงโปรโมชั่นพิเศษร่วมกับพาร์ตเนอร์หลักอย่าง AIS
ตามด้วย Financial Destination ผ่านแพลตฟอร์ม Samsung Finance+, SG Finance รองรับแบรนด์ชั้นนำ เช่น Oppo, Vivo, Xiaomi และสินเชื่อสำหรับผลิตภัณฑ์ Apple เสริมด้วย Mobile Protection บริการประกันอุบัติเหตุที่ผูกไปกับตัวเครื่อง ตลอดการใช้งาน 12-24 เดือน
“ดุสิต” กล่าวด้วยว่า การตกแต่งร้านค้าใหม่ก็เพื่อเพิ่มความเป็นไลฟ์สไตล์ รองรับกลุ่มลูกค้าเซ็กเมนต์ใหม่ ๆ ที่กำลังเติบโตขึ้น
โดยรูปแบบร้านค้าจะปรับให้เป็น Smart Gadget Destination ที่รวมสินค้าเทคโนโลยีหลายประเภทไว้ในจุดเดียว รวมถึงมีการพัฒนาร้านเฉพาะทาง เช่น JMK IOT และ JMK AIT เพื่อรองรับการเติบโตของอุปกรณ์อัจฉริยะและเอไอ
“แม้กลุ่มมิลเลนเนียล ยังเป็นกลุ่มหลักประมาณ 50% ตามด้วยกลุ่ม Gen X 25-26% ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ขณะที่กลุ่ม Gen Z กำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ มีสัดส่วน 11% และเป็นกลุ่มที่บริษัทพยายามขยายฐานเพิ่มเติม”
สำหรับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด กรณี “ชิปเซต” ที่ขาดแคลน อาจเป็นผลโดยอ้อมที่กำลังสร้างปัญหาให้สินค้าสมาร์ทโฟนบางรุ่นเริ่มขาดแคลน โดยเฉพาะรุ่นที่เพิ่งเปิดตัว และบางรุ่นได้ขยับราคาขึ้นไปราว 2,000-3,000 บาท แต่ในภาพรวมยังไม่ได้กระทบกับยอดขายและการเติบโตของบริษัท
อ่านข่าวต้นฉบับ: Jaymart พลิกแบรนด์เจาะ Gen Z ปูพรมเพิ่มสาขาเมื่อหน้าร้านยังสำคัญ
