ช่วงนี้ตลาดหุ้นไทยค่อนข้างผันผวน ซึ่งก็สอดคล้องกับตลาดหุ้นทั่วโลกที่ต้องเผชิญกับปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างสงครามในตะวันออกกลางที่สร้างความปั่นป่วน เป็นรายวัน
“ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร” รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงเดือน ธ.ค. 2568 มาจนถึงเดือน ก.พ. 2569 จะเห็นว่ามีเงินไหลเข้ามาตลาดหุ้นไทยประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ถือว่าค่อนข้างมาก ขณะที่เดือน มี.ค. 2569 มีประเด็นภูมิรัฐศาสตร์เข้ามา ทำให้ฟันด์โฟลว์มีทั้งไหลเข้าและไหลออกสลับวันกันไป เนื่องจากยังไม่มีเทรนด์ที่ชัดเจนว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะจบอย่างไร จะยืดเยื้ออย่างไร
“ฉะนั้น ในมุมหนึ่งหุ้นไทย ซึ่งเป็นตลาดเกิดใหม่ เงินก็ไหลออกไปตามกระแส ไป Safe Haven แต่อีกมุมหนึ่ง ประเทศไทยก็มีจุดแข็งที่เรากึ่ง ๆ เป็นหลุมหลบภัย เพราะเราไม่มีฟองสบู่ AI เรามีพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาค ทั้งเงินทุนสำรองระหว่างประเทศระดับสูง เงินเฟ้อที่ไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับต่างประเทศ และเราเริ่มมีสตอรี่ที่ปัจจัยทางด้านการเมืองเริ่มมีเสถียรภาพ ที่จะขับเคลื่อนโปรเจ็กต์ใหญ่ ดังนั้นช่วงนี้ที่ผันผวนก็จะมีทั้งเงินเข้าบ้างและออกบ้างในระยะสั้น”
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯมีมาตรการที่จะดูแลความผันผวนระยะสั้นในมืออยู่แล้ว มีความยืดหยุ่นที่จะรองรับความผันผวนได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดี เรื่องที่เป็นระยะยาวก็ต้องทำ คือ ทำอย่างไรให้หุ้นไทยน่าสนใจ ทำอย่างไรให้บริษัทจดทะเบียนไทยสามารถแข่งขันได้ ทั้งในภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ รวมถึงความน่าสนใจที่จะเข้ามาระดมทุน โดยรวมก็คือต้องทำให้ตัวเองเข้มแข็ง
ดร.ศรพลกล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯเตรียมมาตรการด้านตลาดทุนต่าง ๆ ไว้เสนอรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา อย่างโครงการ Bond Connect ที่คาดว่าจะเปิดตัวได้ประมาณกลางปี 2569 โดยจะเปิดให้นักลงทุนสามารถซื้อขายพันธบัตรออมทรัพย์ (Saving Bond) ได้ในตลาดหลักทรัพย์ฯ จากเดิมที่เมื่อขายหุ้นจะถือเงินสด ซึ่งให้ดอกเบี้ยต่ำ ก็สามารถเปลี่ยนไปถือบอนด์ โดยสามารถใช้เป็นหลักประกันในการกู้ยืมหรือเป็นที่พักเงิน
นอกจากนี้ ปีนี้ยังเตรียมแผนโรดโชว์ในต่างประเทศ โดยเน้นสิงคโปร์และฮ่องกง ซึ่งเป็น Financial Hub ในภูมิภาค รวมถึงอาจมีอังกฤษด้วย โดยรอความชัดเจนของรัฐบาลใหม่ในการเชิญร่วมทริปโรดโชว์ด้วย ทั้งนี้ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ที่นายกรัฐมนตรีไปร่วมโรดโชว์ที่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ถือว่าได้รับผลตอบรับที่ดี โดยนักลงทุนให้ความสนใจนโยบายรัฐที่จะผลักดัน New Economy
“ตอนนี้เราต้องการ Thailand Story เป็นจังหวะเลย ทางตลาดหลักทรัพย์ฯพร้อม ถ้ารัฐบาลพร้อมเมื่อไหร่ ก็ยินดีร่วมกัน”
นอกจากนี้ โครงการบัญชีออมลงทุนส่วนบุคคลใหม่ (TISA) ก็คงมีการผลักดันกันต่อ โดยโครงการนี้มีตัวอย่างในหลายประเทศ มีต้นแบบจากญี่ปุ่นและอังกฤษ จุดแข็งคือการเป็นมาตรการที่ถาวร แตกต่างจากกองทุน LTF จึงจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ทั้งนักลงทุนและผู้จัดการกองทุน
อีกทั้งยังเปิดทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่จำกัดอยู่ในกองทุน ทั้งหุ้นรายตัวและพันธบัตร ซึ่งนักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ตามความต้องการ รวมถึงตลาดหลักทรัพย์ฯอาจพัฒนาเครื่องมือเพื่อรวบรวมข้อมูลการลงทุนไว้ใน TISA ที่เดียวด้วย
ขณะที่โครงการ Jump+ เป็นหนึ่งในโครงการหลักที่ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความตั้งใจผลักดันตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง โดยได้หารือกับทีมกลยุทธ์ว่าอยากผลักดันทั้ง Jump+ และ Bond Connect ซึ่งเมื่อดูจากจำนวนบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่สมัครเข้าร่วม ถือว่าบรรลุเป้าหมาย
ดร.ศรพลกล่าวว่า โครงการ Jump+ มีขึ้นเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้านบรรษัทภิบาล แม้บริษัทจดทะเบียนที่มีปัญหาจะมีจำนวนน้อย แต่สร้างความเสียหายต่อภาพรวมของตลาดหลักทรัพย์ฯ ขณะเดียวกันก็มีหลายบริษัทที่มีความตั้งใจและทำผลงานได้ค่อนข้างดี ยกตัวอย่างปี 2568 มีบริษัทกว่า 200 บริษัทที่มีกำไรสูงขึ้น (Earning Increase) จึงอยากให้มีสตอรี่ของเสียงของบริษัทจดทะเบียนที่มีจำนวนมากได้สื่อสารออกไป
“มันมีบริษัทที่ทำดีแต่ราคามันลง เลยคิดว่าเป็นไปได้ไหมว่าจะเอาบริษัทที่ทำดีหลาย ๆ แห่งมารวมกัน เล่าสตอรี่ของตัวเองให้กับนักลงทุนในลักษณะที่ใกล้ชิดขึ้น โดยเล่าว่ามีแผนอะไรที่จะทำการพัฒนามูลค่าของหุ้น ซึ่งแผนต้องได้รับการรับรองจากบริษัท เพราะฉะนั้น มันเป็นอะไรที่ Complement ระดับหนึ่ง และต้องพบและตอบคำถามกับนักลงทุนอยู่เสมอ หลายประเทศที่ทำมาหลายปี ได้แก่ ญี่ปุ่น ทำมา 3 ปี ชื่อว่า Corporate Value Up ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นกลับมา”
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า ในช่วงเริ่มต้นตั้งเป้า บจ. เข้าร่วมโครงการ Jump+ ไว้ที่ 50-100 บริษัท แต่ปัจจุบันมี บจ. เข้าร่วมจำนวน 144 บริษัท ซึ่งจะปิดรับสมัครในวันที่ 31 มี.ค.นี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี โดยขั้นตอนต่อไปคือการสื่อสารแผนธุรกิจของบริษัทให้กับนักลงทุนได้รับทราบ
นอกจากนี้ การดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ยังเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ดำเนินการร่วมกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือ BOI to IPO โดยยอมรับว่า บจ.ไทย โดยเฉพาะใน SET50 ยังเป็นอุตสาหกรรมเดิมเป็นหลัก ขณะที่ปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนยื่นขอส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยด้วยมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอุตสาหกรรมใหม่ (S-curve) อยู่ในกลุ่มนั้น
“ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของ บจ.ไทยโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ โดยมี EPS Growth เฉลี่ยไม่ถึง 3% สะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพราะฉะนั้น หากจะดึงทุนเข้ามาต้องสร้างความน่าสนใจ ธุรกิจต้องมีการลงทุนและเติบโต โครงการ Jump+ เป็นหนึ่งในโครงการที่จะตอบปัจจัยนี้ิ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: Next step ตลาดหลักทรัพย์ฯ ดึงรัฐบาลใหม่โรดโชว์ ชู ‘Thailand Story’
