สัมภาษณ์
“ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตประเทศไทยก็จะตั้งสติได้ว่า เราไม่ควรพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศมากมายขนาดนี้ แต่เมื่อวิกฤตหยุดลง เรากลับลืมว่าต้องบริหารจัดการกับเรื่องเหล่านี้อย่างไร”
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ “นายเกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจ วิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า กับการพึ่งพาตัวเองไม่มีจริง เพราะไม่ว่าจะเมื่อครั้งโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน และครั้งนี้สงครามตะวันออกกลาง เราก็กลับมาพูดเรื่องนี้กันอีก วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา ผลพวงรอบนี้หนักกว่าที่ผ่านมา เพราะมันเป็นห่วงโซ่ขนาดยาว รายใหญ่อาจตั้งรับได้ดี แต่รายเล็กอย่าง SMEs แม้จะรับมือได้ แต่ก็คงไม่นาน เพราะสายป่านสั้น
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเจอวิกฤตตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เราต่างรู้ดีว่าเราไม่ควรที่จะต้องพึ่งการนำเข้าจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าวัตถุดิบหรือการส่งออก เพราะเมื่อใดที่เกิดปัญหา เราเองที่เจ็บตัวทุกครั้ง อย่างตอนที่เกิดโควิด-19 ทุกอย่างหยุดหมด ส่งออกไม่ได้ นำเข้าก็ไม่ได้ วัตถุดิบขาดแคลน แต่เราดันโชคดีที่เราเคลมตัวเองว่าเป็นครัวของโลก
แต่เราก็มารู้ตัวอีกทีคือ เราดันส่งออกไปหมด ผัก ผลไม้ เราส่งออกไปต่างประเทศ จนในประเทศแทบจะไม่เหลือของดีมีคุณภาพให้กิน เราเร่งผลิตหน้ากากอนามัย แต่เราก็ต้องหาวัตถุดิบหลักอย่างแผ่นกรอง ผ้าสปันบอนด์ ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ เมื่อมีความต้องการใช้ทั่วโลกสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการนำเข้าพุ่งสูงตามไปด้วย
ตอนสงครามรัสเซีย-ยูเครน จำได้ว่าราคาน้ำมันก็พุ่งสูงขึ้นไปอย่างมาก ดีเซลเราเคยขึ้นไปแตะที่ 35 บาทต่อลิตรตอนนั้นเราก็กลับมาทบทวนตัวเองว่า เราต้องไม่พึ่งพาแหล่งพลังงาน เป็นที่มาว่าเราจะทำสิ่งนั้น จะทำสิ่งนี้ จะผลิตไฟใช้เองจากโครงการโซลาร์เซลล์ที่พึ่งพาแสงอาทิตย์ ขยายผลไปสู่เรื่องของไฟฟ้าสะอาด ลดการใช้ถ่านหิน เราไปพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ พลังงานน้ำ ไฮโดรเจน มีการพูดถึงเรื่องการประหยัดพลังงาน มีรถไฟฟ้า (EV) เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เพราะว่าเราต้องการลดคาร์บอนไดออกไซด์ แต่เพราะเรารู้ว่าในอนาคตโลกอาจเหลือน้ำมันน้อยลง
แผนทุกอย่างมันเป็นแนวทางที่ดีทั้งหมด แต่มันก็เกิดขึ้นได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จนมารอบนี้สงครามตะวันออกกลาง ครั้งนี้ที่รุนแรงเพราะแหล่งพลังงานของโลก ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซถูกทำลาย วันนี้คนไม่ได้กลัวเรื่องของราคา แต่ “กลัวไม่มีน้ำมันให้เติม” ปรากฏการณ์นี้มันยังไม่หยุด แม้เรามองว่าอีกสัก 2 สัปดาห์คนก็จะหายตื่นตระหนก แต่สิ่งที่เราหันกลับมามองที่ว่าเราจะต้องพึ่งพาตัวเอง มันคือสิ่งที่เราพูดกันมาแล้วทั้งนั้น วันนี้เม็ดพลาสติกประเภท PP ที่ใช้ผลิตถุงหิ้ว ซองมาม่า บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดมันขาดตลาด กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกเขารู้ตัวมาตั้งแต่ต้น แต่เขาก็พยายามบริหารจัดการเพื่อให้สามารถอั้นการขึ้นราคาไว้ก่อน แต่ตอนนี้คงอั้นกันไม่ไหวแล้ว
เรามีโครงการไบโอ หรือ “นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์” ซึ่งอยู่ที่อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพครบวงจรแห่งแรกของไทย (Bio Hub of ASEAN) เป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS พื้นที่กว่า 2,000 ไร่ ตรงนี้ตั้งใจจะผลิตเอทานอล ผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพ และพลาสติกชีวภาพ (PLA) จากอ้อยที่ได้จากในพื้นที่และจังหวัดรอบ ๆ
ตอนนี้แม้โครงการจะลงทุนไปแล้ว แต่มันก็ยังไม่เสร็จ ล่าสุดเราก็รู้มาว่ามันต้องปรับอีกหลายอย่าง และพฤติกรรมการใช้ของคนไทยอย่างที่เรารู้กัน อาจจะยังไม่คุ้มที่จะซื้อถุงพลาสติกที่เป็นชีวภาพ เพราะว่ามีราคาแพง ถามว่าเม็ดพลาสติกที่เรากำลังขาดตอนนี้ เราเอาไบโอมาแทนได้ไหม ตอบเลยว่า “ได้ แต่ไม่ทัน” เพราะกว่ามันจะผลิต กว่าจะทำออกมาขายราคาคงไม่ได้ถูกจนตลาดแมสเอามาใช้
ส่วนเรื่องน้ำมันที่มีปัญหา ส่วนหนึ่งคือการบริหารจัดการคลังน้ำมัน โรงกลั่นและในส่วนที่ยังเป็นประเด็นคือ จ็อบเบอร์ที่ตอนนี้น่าจะเข้าไปคุยเพื่อทำให้ราคามันไม่เขย่งกัน จนรถพวกเกษตรกรต้องมาแย่งกันเติมที่ปั๊มจนทำให้น้ำมันขาด อีกส่วนที่รัฐพยายามทำคือ การทำ “ไบโอดีเซล” หรือเชื้อเพลิงดีเซลทางเลือกที่ผลิตจากวัตถุดิบหมุนเวียน เช่น น้ำมันพืชโดยเฉพาะน้ำมันปาล์มที่ปลูกในประเทศไทย ผ่านกระบวนการทางเคมีเพื่อใช้ทดแทน หรือผสมกับดีเซลจากปิโตรเลียม โดยทั่วไปในไทยแบ่งเป็นเกรด B7, B10 (ดีเซลมาตรฐาน) และ B20 ในความเป็นจริงเราควรจะทำกันมานานแล้ว ไม่ควรต้องให้เกิดวิกฤตขึ้นแล้วค่อยมาผลักดันแบบเร่งด่วน
ต่อมาเรื่องปุ๋ย กลายเป็นว่าพอต้นทุนขึ้นกระทบภาคการเกษตร ผลพวงคือราคาพืชผักที่มันจะแพงขึ้น สุดท้ายเกษตรกรก็ต้องแบกรับต้นทุนที่แพงขึ้นเองอยู่ดี เรื่องนี้ผมก็แอบคิดว่าประเทศไทยเองมีโครงการ “เหมืองแร่โพแทช” อยู่แล้ว เท่าที่รู้ทั้ง 3 รายอยู่ระหว่างดำเนินการ แต่อาจติดอุปสรรคที่แตกต่างกัน แต่คำถามคือ ทำไมเรามีต้นทางทำปุ๋ยได้ แต่เรายังต้องซื้อปุ๋ยโพแทชอยู่
ก็ย้อนกลับมาตอนสงครามรัสเซีย-ยูเครนอีกนั่นแหละ ปุ๋ยแพงแต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องปล่อยให้มันแพงไปแบบนั้น เราเสียดายที่เหมืองโพแทชในไทยมันเป็นโครงการยุทธศาสตร์ที่มุ่งผลิตแร่โพแทสเซียมเพื่อใช้เป็นแม่ปุ๋ย (NPK) ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ แต่วันนี้เรายังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมัน ซึ่งแร่โพแทช (P) พอนำมาสกัดเป็นโพแทสเซียมคลอไรด์หรือแม่ปุ๋ยแล้ว เราจะนำมาใช้ในภาคการเกษตรเป็นหลักถึง 90%
มาที่เรื่อง SMEs ตอนที่ไม่มีวิกฤตก็แย่อยู่แล้ว มาครั้งนี้น้ำมันก็ขาดแคลน ต้นทุนก็ขึ้นประเดประดังเข้ามาหมด ปัญหาที่ผ่านมาเราก็ทยอยแก้ ซึ่งมี 6 มาตรการคือ
1.PromptBIZ สินเชื่อจากธนาคารกรุงไทย สำหรับคู่ค้าภาครัฐที่มีข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบ eGP 2.โครงการพี่ช่วยน้อง ธุรกิจขนาดใหญ่จะช่วยสนับสนุนคู่ค้า SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน โดยธนาคารกรุงไทยมีข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านระบบ PromptBIZ เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน 3.มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ จากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำหรับการลงทุนด้านนวัตกรรม
4.Soft Loan จากธนาคารออมสิน วงเงิน 100,000 ล้านบาท สำหรับ SMEs ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียน หรือการปรับปรุงธุรกิจ 5.มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ โครงการ SMEs Credit Boost จากธนาคารแห่งประเทศไทย สำหรับรายที่มีศักยภาพในการปรับตัว หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว 6.โครงการค้ำประกันสินเชื่อ บสย. Quick Big Win เป็นการเสริมสภาพคล่องธุรกิจและลดความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
อ่านข่าวต้นฉบับ: ส.อ.ท.สะท้อนไทยย่ำอยู่กับที่ วิกฤตวนลูปซ้ำ-พึ่งพานำเข้าไม่เลิก