วิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อการค้าทั่วโลก ซึ่งประเทศที่มีแต้มต่อเพื่อการค้า การส่งออก ถือเป็นปัจจัยสำคัญในสภาวะแบบนี้ เช่นเดียวกับการมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) จึงเป็นสิ่งที่ทุกรัฐบาลให้ความสำคัญ และในปี 2568 ที่ผ่านมา การค้าของไทยกับ 18 ประเทศคู่ค้า ที่ไทยมี FTA ด้วยมีมูลค่า 404,963.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วน 59.2% ของการค้ารวมของไทย โดยไทยส่งออกไปประเทศคู่ค้า FTA มูลค่า 183,897.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากประเทศคู่ค้า FTA มูลค่า 221,066.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ล่าสุด นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้อัพเดตข้อมูลการทำ FTA ที่ไทยได้เดินหน้าและเป้าหมายที่จะผลักดันข้อตกลงใหม่ ๆ ดังนี้
ความก้าวหน้าในการเจรจาเอฟทีเอ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง มีความคืบหน้าในหลายกรอบ โดยย้อนไปฉบับที่ลงนามไปเมื่อ 2 ปีก่อน คือ FTA ไทย-ศรีลังกาซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรอลงสัตยาบันเพื่อให้ความตกลงของทั้ง 2 ฝ่าย สําหรับประเทศไทยอยู่ในกระบวนการภายใน คาดว่าจะใกล้เสร็จในเร็ว ๆ นี้ ในส่วนของศรีลังกาเองก็อยู่กระบวนการภายในเช่นกันซึ่งน่าจะได้เห็นความชัดเจนได้ภายในปีนี้
ส่วนความตกลงฉบับอื่น กรมจะเร่งเดินหน้าผลักดันการเจรจา FTA ที่คงค้างอยู่ คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ไทย-เกาหลีใต้ และอาเซียน-แคนาดา ซึ่งตั้งเป้าให้สามารถสรุปผลได้ภายในปี 2569 สำหรับ FTA ที่ไทยได้ลงนามในช่วงที่ผ่านมา 3 ฉบับ กับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (เอฟตา) และภูฏาน ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินกระบวนการภายใน โดยตั้งเป้าให้ความตกลงมีผลใช้บังคับภายในวันที่ 1 มกราคม 2570
กรมยังให้ความสำคัญกับการเจรจายกระดับความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน-อินเดีย และการเจรจา FTA ไทย-เปรู ฉบับสมบูรณ์ ตั้งเป้าให้สามารถสรุปผลการเจรจาภายในปี 2569 รวมทั้งเร่งเจรจาเพื่อปิดดีลความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ซึ่งหากเจรจาแล้วเสร็จจะถือเป็นความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคฉบับแรกของโลก ที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ตลาดและฐานการผลิตของอาเซียนสู่การค้าดิจิทัล เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ และเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยอาเซียนมีกำหนดจัดการประชุมรอบสุดท้ายในช่วงต้นเดือนเมษายนนี้ และตั้งเป้าให้กระบวนการทุกอย่างแล้วเสร็จ เพื่อให้สามารถลงนามความตกลง DEFA ได้ในเดือนพฤศจิกายน 2569 ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์
นอกจากนี้ ไทยยังได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA JC) ครั้งที่ 5 ณ เครือรัฐออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 โดยสองฝ่ายเห็นถึงโอกาสของ FTA ไทย-ออสเตรเลีย ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาการเจรจาประเด็นใหม่ ๆ และการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อให้ FTA ฉบับนี้ส่งเสริมการค้ายุคใหม่ นอกจากนี้ยังได้หารือกับออสเตรเลียในการประชุมยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2 ในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-ออสเตรเลีย ว่าด้วยยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หรือเซก้า ที่ต่อยอดจาก FTA ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สนับสนุนและต่อยอดความร่วมมือจากพันธกรณี
พร้อมภายใต้ FTA ไปสู่มิติที่หลากหลายและครอบคลุมกว่า 8 สาขา อาทิ เกษตร เทคโนโลยีและระบบอาหารที่ยั่งยืน การท่องเที่ยว การศึกษา การค้าดิจิทัลและเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงพลังงานและเศรษฐกิจสีเขียว โดยทั้งสองฝ่ายเล็งเห็นโอกาสในการปรับปรุงความร่วมมือภายใต้เซก้า ให้เท่าทันเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง อาทิ การสร้างความมั่นคงทางพลังงานและความร่วมมือพลังงานสีเขียว เพื่อรองรับความท้าทายในอนาคต
ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ร่วมมือในกรอบอาเซียน ไทยได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) ครั้งที่ 32 ที่ฟิลิปปินส์ ได้หารือแนวทางการรับมือกับความเสี่ยงและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความกังวลต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงาน เส้นทางการขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานโลกมีความผันผวน
โดยอาเซียนได้ประกาศ “แถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนว่าด้วยการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของอาเซียนเพื่อตอบสนองต่อพัฒนาการด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน” โดยอาเซียนจะร่วมกันรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาคให้เป็นตลาดที่เปิดกว้างต่อการค้า การลงทุน และสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีจากสถานการณ์ความผันผวนและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก ส่งผลให้อาเซียน โดยเฉพาะไทย ควรเน้นย้ำบทบาทในฐานะ “ภูมิภาคที่ไว้วางใจได้” สำหรับการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก โดยแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนระบบการค้าที่เปิดกว้างตามกติกา การมีเศรษฐกิจภายในภูมิภาคที่เข้มแข็ง รวมถึงมีกลไกที่รองรับการค้าใหม่ ๆ โดยเฉพาะกรอบความตกลง DEFA ที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ตลาดและฐานการผลิตของอาเซียนสู่การค้าดิจิทัลและช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อภูมิภาค
การติดตามความคืบหน้าความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่า ประเด็นใดที่มีความชัดเจนและสามารถดำเนินการได้แล้วก็จะเร่งใช้ประโยชน์ทันที ส่วนเรื่องที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาจะเดินหน้าผลักดันต่อให้ครบถ้วน ขณะเดียวกันไทยยังคงประสานงานกับคู่ค้าต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางสถานการณ์การค้าโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง
“ไทยยังคงติดตามท่าทีและแนวทางดำเนินมาตรการของสหรัฐอย่างใกล้ชิด ซึ่งสหรัฐอาจพิจารณาใช้เครื่องมือทางการค้าเพิ่มเติมได้หลากหลายรูปแบบ ไม่เฉพาะการขึ้นภาษี แต่ยังรวมถึงค่าธรรมเนียม หรือมาตรการอื่นที่อาจกระทบต่อการส่งออกและภาคธุรกิจของไทยได้ โดยฝ่ายไทยประเมินว่า ในช่วงเวลาที่เหลือของกรอบการดำเนินงานของสหรัฐ จะมีความพยายามเร่งผลักดันการพูดคุยกับประเทศคู่ค้าให้ได้ข้อสรุปมากขึ้น จึงจำเป็นที่ไทยจะต้องเดินหน้าเจรจา ประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเตรียมความพร้อมรับมือในทุกมิติ เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด”
ปัจจุบันไทยยังอยู่ภายใต้อัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐเรียกเก็บ 10% แต่มีความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต กระทรวงจึงได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อเตรียมรับมือผลกระทบจากภาษีสหรัฐ ครอบคลุมทั้งประเด็นแรงงาน มาตรการทางการค้า และการประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อกำหนดแนวทางเจรจาและลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘พาณิชย์’ ตั้งทีมเฉพาะกิจถกมะกันรับมือ ม.301 มั่นใจสิ้นปีนี้ได้เห็น FTA อีกหลายประเทศ
