บล.เอเซีย พลัส ชี้สงครามสหรัฐ-อิหร่านส่อลากยาว “ทรัมป์” ยืดเส้นตายถล่ม ดันน้ำมันจ่อทะลุ 150 เหรียญ จับตารัฐงัด 7 มาตรการอุ้มพลังงาน ชูหุ้นหลบภัย TFG-PTTEP-CPF
รายงานจากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ฝ่ายวิจัยประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านมีแนวโน้มยืดเยื้อมากกว่า 1 เดือน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เลื่อนเส้นตายในการสั่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไปอีก 10 วัน (เป็นวันที่ 6 เมษายน 2026) ซึ่งถือเป็นการขยายเวลาครั้งที่ 2 พร้อมระบุว่าปฏิบัติการทางทหารอาจต้องใช้เวลาราว 4-6 สัปดาห์
ความไม่แน่นอนดังกล่าวกดดันให้ตลาดหุ้นโลกยังคงผันผวนหนัก ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ BRENT ยังคงยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สำนักข่าว Bloomberg ประเมินว่าหากสงครามยืดเยื้อยาวนาน อาจผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT ทะลุ 150 ดอลลาร์สหรัฐ ภายในเดือนมิถุนายน 2026 ซึ่งเป็นจุดเดือดของราคาในช่วงไตรมาส 2
ด้านองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดการณ์ผลกระทบกรณีสงครามรุนแรงเต็มแรง (Worst Case) ว่าจะดันให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของกลุ่ม G-20 ในปีนี้พุ่งขึ้นเป็น 4.0% (จากเดิม 2.8%) และเงินเฟ้อสหรัฐพุ่งแตะ 4.2% (จากเดิม 3.0%) ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น โดยคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) อาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยระดับสูงที่ 3.75% ตลอดช่วงปี 2569-2570
สำหรับผลกระทบในระดับภูมิภาค ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประเมินว่าวิกฤตที่ลากยาวเกิน 1 ปี อาจฉุดให้ GDP ของเอเชีย-แปซิฟิกลดลงถึง 1.3% และเงินเฟ้อพุ่งขึ้น 3.2% ตามราคาน้ำมันในอาเซียนที่ทะยานขึ้นแล้วกว่า 30% เพื่อรับมือกับวิกฤตของแพง รัฐบาลไทยได้เตรียม 7 มาตรการเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือประชาชน ได้แก่
อย่างไรก็ตาม บล.เอเซีย พลัส ชี้ให้เห็นว่าการเลือกใช้มาตรการ “ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน” จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อรายได้ของรัฐบาล เนื่องจากรายได้จากกรมสรรพสามิตถือเป็นแหล่งรายได้หลักอันดับ 2 ของประเทศ (สัดส่วน 18.42%) ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีเม็ดเงินในการนำไปพัฒนาประเทศหรือจัดทำสวัสดิการด้านอื่น ๆ ลดน้อยลงในอนาคต ปัจจุบันกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการให้ กกต. และกฤษฎีกาพิจารณาข้อกฎหมายก่อนเสนอ ครม. อนุมัติ
บล.เอเซีย พลัส ประเมินภาพตลาดปัจจุบันว่ามีความคล้ายคลึงกับช่วงไตรมาส 2 ปี 2022 (วิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน) ซึ่งในเวลานั้นตลาดหุ้นโลกปรับลงลึกถึง -16% ขณะที่หุ้นไทยปรับลง -7.5% โดยกลุ่มที่สามารถแข็งแกร่งกว่าตลาด (Outperform) ได้คือ กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) และพลังงาน
ขณะที่กลุ่มการบริโภค (Consumption) มักจะย่อตัวแรง
ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำให้นักลงทุน ถือเงินสดบางส่วน 30-50% เพื่อลดความผันผวนของพอร์ต และแนะนำเก็งกำไรในหุ้นที่มีโอกาสแข็งแกร่งกว่าตลาดในช่วงสงครามยืดเยื้อ ได้แก่ TFG, GFPT, SPRC, BANPU, PTTEP, BCP, CPF, OR และ IVL โดยมี Prime Picks ประจำวันคือ TRUE, CPN และ CPF
อ่านข่าวต้นฉบับ: เอเซีย พลัส ชี้น้ำมันจ่อทะลุ 150 เหรียญ-‘ทรัมป์’ ยืดเส้นตาย ชูหุ้นหลบภัย