ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มบริการรถโดยสารสาธารณะ หรือ “กติกาใหม่ Ride Sharing” ที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 31 มี.ค. 2569 เป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับบริการ “แอปเรียกรถ” ให้อยู่บนมาตรฐานที่ชัดเจน ปลอดภัย และตรวจสอบได้
ก่อนที่ประกาศฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) จัดเวทีเสวนา ETDA Live ไลฟ์กำลังดี EP.1 Ride Sharing ขับถูกกฎหมาย ไปได้ไกลกว่า เพื่อสรุปสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับข้อกำหนดและข้อบังคับต่าง ๆ
ประกาศฉบับนี้กำหนดบทบาทและหน้าที่เพิ่มเติมของ “แพลตฟอร์มดิจิทัล” ให้มีความชัดเจนขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงตัวกลางส่งงาน แต่ต้องมีกลไกช่วยยืนยันว่าคนขับที่อยู่ในระบบมีคุณสมบัติครบถ้วน รถที่นำมาให้บริการถูกต้องตามกฎหมาย และการให้บริการมีมาตรฐานที่สร้างความมั่นใจแก่ผู้โดยสารได้จริง
ภายใต้กติกาใหม่นี้ แพลตฟอร์มจะต้องมีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลสำคัญของผู้ขับขี่และยานพาหนะ ไม่ว่าจะเป็นใบอนุญาตขับรถสาธารณะ การจดทะเบียนรถให้ถูกประเภท การแสดงข้อมูลจุดรับ-ส่ง ค่าโดยสาร ช่องทางช่วยเหลือ และกลไกจัดการปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการให้บริการ ทำให้การกำกับดูแลไม่ได้หยุดอยู่ที่ปลายทางเมื่อเกิดปัญหา แต่เริ่มตั้งแต่ต้นทางของการเข้าสู่ระบบ
หนึ่งในหัวใจของมาตรการใหม่ คือการกำหนดให้รถที่นำมาให้บริการผ่านแพลตฟอร์มต้องมีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด สำหรับรถจักรยานยนต์ ที่ใช้รับส่งผู้โดยสารผ่านแพลตฟอร์มต้องจดทะเบียน รย.17 ขณะที่รถยนต์ต้องจดทะเบียน รย.18
การจดทะเบียนเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเลขหรือเปลี่ยนหมวดทะเบียนเท่านั้น แต่สะท้อนว่ารถได้เข้าสู่ระบบบริการสาธารณะอย่างถูกต้อง สอดคล้องกับเงื่อนไขและมาตรฐานที่กำหนดและประเด็นสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่การคุ้มครองทุกฝ่ายในทางปฏิบัติ
เพราะเมื่อรถถูกนำมาใช้ในฐานะ “รถรับจ้าง” หรือ “รถสาธารณะ” ก็ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ด้านสภาพรถ การประกันภัย และการตรวจสอบที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง ลดความเสี่ยงจากการใช้รถผิดประเภท และลดข้อโต้แย้งเรื่องความคุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุนั่นเอง
การให้บริการรับส่งผู้โดยสารผ่านแพลตฟอร์ม ไม่ใช่เพียงการมีรถและมีแอปพลิเคชั่น แต่คนขับต้องมี “ใบอนุญาตขับรถสาธารณะ” เพราะใบอนุญาตประเภทนี้เป็นกลไกที่เชื่อมโยงกับการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขับขี่ในมิติที่ลึกกว่าการขับรถทั่วไป โดยเฉพาะเรื่องการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้โดยสาร
การมีใบขับขี่สาธารณะจึงไม่ได้เป็นเพียงเงื่อนไขทางกฎหมาย แต่เป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยของระบบบริการโดยตรง เกณฑ์เบื้องต้นที่ผู้ขับขี่ต้องรู้ คือผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ส่วนผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 22 ปีบริบูรณ์ รถยนต์ที่นำมาจดทะเบียนเป็น รย.18 ต้องมีอายุรถไม่เกิน 9 ปี ส่วนรถจักรยานยนต์
ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ที่ประกาศ Ride Sharing บังคับใช้ หากผู้ขับขี่ยังไม่มีใบขับขี่สาธารณะ หรือยังไม่ได้จดทะเบียนรถเป็น รย.17 หรือ รย.18 ให้ถูกต้อง แพลตฟอร์มจะต้องระงับการให้บริการหรือไม่ส่งงานให้ผู้ขับขี่รายนั้น จนกว่าจะดำเนินการแก้ไขเอกสารและสถานะให้ถูกต้องครบถ้วน
กลไกนี้ไม่ใช่การ “แบนถาวร” แต่เป็นการ “พักการรับงาน” เพื่อบังคับใช้มาตรฐานร่วมกัน และเมื่อผู้ขับขี่ดำเนินการครบถ้วนแล้ว ก็สามารถกลับเข้าสู่ระบบรับงานต่อได้ตามปกติ
หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบการให้บริการที่ไม่ถูกต้อง ข้อมูลดังกล่าวจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบร่วมและส่งต่อให้แพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องใช้ประกอบการระงับการให้บริการชั่วคราวด้วย ซึ่งทำให้การกำกับดูแลหลังจากนี้จะเป็นระบบมากขึ้นไม่ใช่ต่างคนต่างทำ
หากแพลตฟอร์มไม่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ตรวจสอบ ไม่ระงับบริการ หรือปล่อยให้ผู้ขับขี่ที่ไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนยังคงรับงานต่อไป อาจนำไปสู่กระบวนการทางกฎหมาย ตั้งแต่การสั่งให้แก้ไข การสั่งห้ามประกอบธุรกิจ ไปจนถึงการถอนการรับแจ้งประกอบธุรกิจ
หากยังไม่ปฏิบัติตามภายในระยะเวลาที่กำหนด บทลงโทษสูงสุดตามกฎหมายมีทั้ง จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงการถอนการรับแจ้งประกอบธุรกิจ เป็นต้น
ประเด็นที่ผู้ขับขี่กังวลมากที่สุด คือข้อจำกัดของรถและเอกสารโดยเฉพาะกรณีรถที่ยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระกับบริษัทไฟแนนซ์
กรมการขนส่งทางบก ยืนยันชัดว่ารถติดไฟแนนซ์ยังสามารถนำมาจดทะเบียนได้ แต่ต้องมีหนังสือมอบอำนาจและเล่มทะเบียนตัวจริงจากบริษัทไฟแนนซ์ ส่วนข้อจำกัดเรื่องขนาดเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ ที่กำหนดไว้ว่ารถที่จะจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์สาธารณะผ่านแอปต้องมีขนาด “ไม่เกิน 125 ซีซี” พร้อมเสนอแก้ไขกฎกระทรวงเพื่อขยายเพดานเป็น “ไม่เกิน 250 ซีซี” และอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาในระดับนโยบาย
แต่จนกว่ากฎหมายฉบับแก้ไขจะมีผล เกณฑ์ที่ใช้ในปัจจุบันยังคงเป็นไม่เกิน “125 ซีซี” เช่นเดิม
ขณะที่ภาระค่าเบี้ยประกันภัยเชิงพาณิชย์ที่ถูกมองว่าสูงเกินไป โดยเฉพาะรถยนต์ที่ต้องนำมาจดทะเบียนเป็นรถสาธารณะ จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่ระบบ ได้มีความพยายามหารือกับหน่วยงานกำกับดูแลด้านประกันภัย รวมถึงภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานของรถในระบบ Ride Sharing มากขึ้น ไม่เป็นภาระเกินความจำเป็น แต่ยังคงคุ้มครองผู้โดยสารอย่างเพียงพอ
อ่านข่าวต้นฉบับ: สรุปสิ่งที่ต้องรู้ กฎใหม่คุม “แอปเรียกรถ” ก่อนบังคับใช้ 31 มี.ค. 2569