เส้นทางตลอด 14 ปีของ “อะมิตี้” (Amity) เทคสตาร์ตอัพที่ “กรวัฒน์ เจียรวนนท์” เป็นผู้ปลุกปั้น ผ่านการระดมทุนและขยายกิจการด้วยดีลควบรวม (M&A) อยู่หลายครั้ง จนกลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับภูมิภาค ที่ให้บริการซอฟต์แวร์และโซลูชั่น Gen AI สำหรับองค์กร มีฐานลูกค้าทั้งในไทยและต่างประเทศกว่า 2 หมื่นราย
ล่าสุดประกาศความสำเร็จในการระดมทุน Series D กว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (3.2 พันล้านบาท) นับเป็นการระดมทุนด้าน Gen AI ครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“กรวัฒน์ เจียรวนนท์” ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง Amity พูดถึงความสำเร็จในการระดมทุนรอบล่าสุดว่า การระดมทุนรอบนี้ได้รับความเชื่อมั่นจาก EDBI บริษัทการลงทุนภายใต้ SG Growth Capital เป็นผู้นำการลงทุน ร่วมด้วย Asia Partners และ SMDV พร้อมทั้งนักลงทุนรายเดิมและรายใหม่ อาทิ CMLIM Capital
เงินทุนที่ได้รับจะนำไปใช้เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้าน AI ของอะมิตี้ เพื่อเร่งขยายการเติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป รวมถึงเสริมความแข็งแกร่งให้ศูนย์วิจัย และการประยุกต์ใช้ AI (AI Research & Application Center : ARAC) ที่สิงคโปร์ ควบคู่ไปกับการเสริมศักยภาพด้านการทำตลาดในระดับภูมิภาค (Go-to-market) และเดินหน้าเข้าซื้อกิจการเชิงกลยุทธ์ในปี 2569
“ความสำเร็จจากการระดมทุนครั้งนี้ ทำให้ยอดเงินระดมทุนรวมของอะมิตี้เพิ่มขึ้นเป็น 160 ล้านเหรียญสหรัฐ (5.2 พันล้านบาท) จากเดิม 60 ล้านเหรียญสหรัฐ (1.9 พันล้านบาท) ที่เคยประกาศไว้ในช่วงปลายปี 2567”
การเติบโตของอะมิตี้จะขับเคลื่อนด้วย “3 เสาหลัก” ผ่านกลยุทธ์ “3Bs” ได้แก่ 1.Build พัฒนาขีดความสามารถด้าน AI ผ่าน ARAC 2.Buy ขยายธุรกิจผ่านการควบรวมและเข้าซื้อกิจการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป และ 3.Bridge ผสานและบูรณาการศักยภาพของบริษัทในเครือเข้าด้วยกัน เร่งต่อยอด โซลูชั่น AI สำหรับองค์กรสู่การนำไปใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์
หลังขยายธุรกิจผ่านดีล M&A มาหลายครั้ง อะมิตี้มีบริษัทในเครือกว่า 5 บริษัท ไม่ว่าจะเป็น 1.Tollring ผู้ให้บริการด้านการวิเคราะห์การโทร. และระบบธุรกิจอัจฉริยะในสหราชอาณาจักร ที่ทำดีลเข้าซื้อกิจการเมื่อปี 2567 2.Amity Nordstar โซลูชั่นการสื่อสารครบวงจร 3.เอ้ก ดิจิทัล (Egg Digital) ผู้ให้บริการโซลูชั่น AI สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลค้าปลีกและการตลาด
4.Amity Solutions ให้บริการ Agentic AI สำหรับองค์กรไทย และ 5.Amity Accentix ให้บริการโซลูชั่นเกี่ยวกับ Voice AI โดยทุกบริษัทจะมี ARAC คอยสนับสนุนเรื่องการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ และสามารถบริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
“ปัจจุบันอะมิตี้มีพนักงานทั้งเครือกว่า 800 คน นอกจากที่ไทยและสิงคโปร์แล้ว ในยุโรปยังมีสำนักงานใหญ่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พนักงาน 70-80 คน ส่วนที่อินเดียเป็น Data Engineer ประมาณ 100 คน”
“กรวัฒน์” พูดถึงภาพรวมธุรกิจในปี 2568 ที่ผ่านมาว่า กลุ่มบริษัทมีรายได้ประมาณการรายปี (Annualized Revenue) แตะระดับ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (3.2 พันล้านบาท) เป็นครั้งแรก เติบโตขึ้นกว่า 10 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2565 และกว่า 75% ของกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในปี 2568 มาจากหน่วยธุรกิจของอะมิตี้ในยุโรป
“จุดยืนของอะมิตี้ คือการให้บริการโซลูชั่น Vertical AI หรือ AI เฉพาะด้านที่ตอบโจทย์การทำธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งเข้ากับความต้องการของตลาดยุโรป และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่โฟกัสในไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ส่วนสหรัฐและจีนถือเป็นตลาดที่ยากมาก เนื่องจากมีผู้เล่นรายใหญ่ครองพื้นที่อยู่แล้ว ยิ่งในสหรัฐไซซ์ 100 ล้านเหรียญแบบเราถือว่าเล็กมาก”
ในฝั่งของฐานลูกค้ามากกว่า 90% เป็นธุรกิจขนาดกลาง (Medium-sized Business) โดยในไทยครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม เช่น สถาบันการเงินที่ใช้โซลูชั่น Voice AI ซัพพอร์ตงานบริการลูกค้า และตู้ Virtual Agent ที่ตั้งตามศูนย์การค้าเพื่อให้ข้อมูลต่าง ๆ ก็มีคนเข้ามาใช้งานเฉลี่ยเดือนละ 3-4 หมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นการใช้งานในภาษาอาหรับและรัสเซีย ที่สำคัญยังได้รับความสนใจมากในตลาดสิงคโปร์ และตะวันออกกลาง
ขณะที่ยุโรปมีกลุ่มลูกค้าเป็นโรงพยาบาลกว่า 600 แห่ง หน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่น และพันธมิตรรายใหญ่ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่ช่วยในการทำตลาด เช่น British Telecom เป็นต้น
“ตลาดยุโรปมีความซับซ้อน และต้องการใช้งานเทคโนโลยีที่เฉพาะเจาะจงในระดับที่ลึกกว่าตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมีแรงจูงใจเรื่องของการชดเชยต้นทุนค่าแรงที่ต้องจ่ายต่อหัวสูงมาก”
สำหรับประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง “กรวัฒน์” มองว่า ไม่กระทบกับการดำเนินธุรกิจของอะมิตี้มากนัก เพราะตลาดหลักยังอยู่แค่ในยุโรปกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไม่มีการดำเนินงานในตะวันออกกลาง
ที่สำคัญธุรกิจหลักเป็นซอฟต์แวร์ที่เกาะเกี่ยวไปกับเทคโนโลยี AI และคลาวด์ Cloud ไม่ได้มีปัจจัยที่สัมพันธ์กับ “ราคาพลังงาน” ที่อาจผันผวนตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางโดยตรง
เมื่อถามถึงแผนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (IPO) “กรวัฒน์” บอกว่า ตั้งเป้าที่จะยื่นไฟลิ่ง (Filing) ภายในกลางปี 2570 โดยมองความเป็นไปได้ใน 3 ตลาด คือฮ่องกง สิงคโปร์ และไทย โดยจะพิจารณาจากมูลค่าบริษัท การตอบรับ และข้อกำหนดด้านกฎระเบียบของแต่ละประเทศประกอบกัน
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่กำหนดช่วงเวลา IPO คือกฎระเบียบเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ เนื่องจากการยื่นไฟลิ่งต้องรอระยะเวลาตามที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนดหลังจากที่มีการควบรวมกิจการด้วย
“เป้าหมายหลักปี 2569 คือทำให้บริษัทมีรายได้ถึง 200 ล้านเหรียญสหรัฐ (6.4 พันล้านบาท) เพื่อปูทางสู่การเติบโตในอนาคต และผลักดันให้อะมิตี้ก้าวสู่การเป็น AI Champion ของไทยและภูมิภาค”
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘กรวัฒน์ เจียรวนนท์’ พา ‘Amity’ สู่บริษัท 200 ล้านเหรียญ
