สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล และอิหร่าน ดำเนินมาเกือบ 1 เดือนแล้ว และยังหาจุดจบไม่ได้ ซึ่งสถานการณ์ที่ยืดเยื้อขึ้น เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและธุรกิจมากขึ้น
“ดร.ยรรยง ไทยเจริญ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า สถานการณ์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ทำให้สุดท้ายแล้วแม้ว่าสงครามจะยุติ แต่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูง
ดังนั้น การตรึงราคาน้ำมันไว้ในระดับต่ำแบบครอบคลุมทุกกลุ่ม อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อหนี้สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะของประเทศอยู่ที่ 66% ของ GDP ถือว่าค่อนข้างสูง โดยหนี้อาจจะแตะเพดาน 70% เร็วขึ้น จากเดิมคาดว่าหนี้จะแตะเพดาน 70% ภายในปี 2570 ซึ่งจะมีประเด็นเรื่องอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ที่ต้องระมัดระวัง
“ภาครัฐอาจจะต้องมีการสื่อสารว่าในระยะสั้นหนี้สาธารณะมีความเสี่ยงขยับขึ้น แต่ในระยะกลางมีแผนบริหารจัดการให้อยู่ในกรอบ เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกปรับลดอันดับเครดิตลง (Down Grade) ของประเทศ”
ดังนั้น ทิศทางนโยบายของภาครัฐในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีก จากการช่วยเหลือแบบ “ถ้วนหน้า” (Broad-based Subsidy) มาเป็นการบริหารจัดการแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” (Managed Float) ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง
“ในความเป็นจริง ราคาน้ำมันที่แท้จริงอาจพุ่งสูงถึง 60 บาทต่อลิตรหรือมากกว่านั้น หากรัฐบาลปล่อยลอยตัวในทันที”
นอกจากนี้ การอุดหนุนแบบถ้วนหน้า ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด คือ กลุ่มผู้มีรายได้สูง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีปริมาณการใช้พลังงานต่อบุคคลมากกว่า ทั้งในการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลและการดำเนินธุรกิจ
“ข้อเสนอ คือ รัฐควรอุดหนุนแบบเฉพาะจุด (Targeted Subsidy) ภาครัฐควรเปลี่ยนมาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร และภาคขนส่งสาธารณะ แทนการอุดหนุนถ้วนหน้า”
ทั้งนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องสื่อสารความจริงเกี่ยวกับวิกฤตพลังงานโลกให้ประชาชนทราบ เพื่อสร้างความร่วมมือในการประหยัดพลังงาน และการปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาว ควรใช้โอกาสนี้เร่งการลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียว (Green Investment) เช่น พลังงานหมุนเวียน โซลาร์เซลล์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า
“ดร.ยรรยง” กล่าวว่า EIC ได้ประเมินผลกระทบเศรษฐกิจไทยไว้ 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ 1.กรณีฐาน (Baseline) โอกาสเกิดขึ้นประมาณ 50% โดยความขัดแย้งยุติภายใน 2 เดือน คาดการณ์ GDP จะขยายตัว 1.4% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.2% ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
2.กรณีเลวร้าย (Worst Case) โอกาสเกิดขึ้น 40% โดยความขัดแย้งยืดเยื้อถึง 4 เดือน มีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจสูงถึง 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ GDP ลดลงเหลือ 0.8-1.1% และเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 4-5%
และ 3.กรณีรุนแรง (Severe) ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้าง มีประเทศในตะวันออกกลางที่เข้าร่วมสงครามมากขึ้น รวมถึงมีแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลายอย่างหนัก กรณีนี้ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดย GDP อาจติดลบ -0.5 ถึง 1% และเงินเฟ้อมากกว่า 5%
“แม้ไทยจะเผชิญความท้าทาย แต่ไทยยังมีจุดแข็งด้านฐานะการเงินระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง โดยปัจจุบันมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 2.84 แสนล้านดอลลาร์ และมีหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ ซึ่งเป็นกันชน (Cushion) ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถบริหารจัดการค่าเงินและดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจได้อย่างเป็นขั้นตอน และลดโอกาสที่จะเกิดวิกฤตรุนแรงซ้ำรอยปี 2540
ขณะที่การดำเนินนโยบายการเงินอาจจะมีความท้าทายมากขึ้น แต่ในระยะสั้น ธปท.อาจจะยังไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อดูแลเงินเฟ้อที่สูงขึ้น”
ทั้งนี้ EIC มองว่า เงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ภาคธุรกิจอาจไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับผู้บริโภคได้มากนักภายใต้อุปสงค์ที่ซบเซา
ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจส่งผลลบต่อเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำต่อเนื่อง และมีความเปราะบางจากปัญหาภาระหนี้ในภาคครัวเรือนและเอสเอ็มอี โดยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งภายในปลายปีนี้หรือต้นปี 2570 ได้
“ตอนนี้ทุกประเทศเกิดภาวะ Stagflation เพราะเศรษฐกิจโตลดลง และเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งในตลาดเกิดใหม่เหมือนกันหมด เพราะในเอเชียพึ่งพาน้ำมันสูง โดยไทยเรานำเข้าถึง 8% ของ GDP ดังนั้น การลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเกินกรอบของนโยบายการเงิน อาจทำให้ตลาดตั้งคำถามกับ Commitment ของ ธปท. ต่อ Inflation Targeting และอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วขึ้น ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพิ่มเติมได้ กนง.จึงน่าจะเก็บ Policy Space ไว้ใช้เมื่อมีความจำเป็น”
“ดร.ยรรยง” กล่าวด้วยว่า ภาคธุรกิจยังคงเผชิญความท้าทายจากต้นทุนที่สูงขึ้นและปัญหาสภาพคล่อง โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีความเปราะบางสูง โดยเอสเอ็มอีมีสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Stage 2) และหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) รวมกันเกือบ 20% อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินยังคงพร้อมสนับสนุนผ่านมาตรการเฉพาะจุด เช่น Soft Loan หรือ Credit Boost เพื่อช่วยเหลือลูกค้ายามวิกฤต
ขณะที่ “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ชี้ว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจให้เผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน และการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาพลังงาน-ขนส่ง-ปุ๋ย-พลาสติกสูง เช่น ภาคไฟฟ้า ยางและพลาสติก ขนส่ง ที่มีสัดส่วนต้นทุนทั้ง 4 กลุ่ม มากกว่า 30%
โดยต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น จะยิ่งส่งผลกดดันผลประกอบการธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ในอุตสาหกรรมเหล่านี้กว่า 2 ล้านราย หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 61% ของจำนวน SMEs ทั้งหมด และเสี่ยงกระทบต่อเนื่องไปยังการจ้างงานแรงงานกว่า 7.1 ล้านราย
ทั้งนี้ กลุ่ม SMEs ที่มี Gross Profit Margin ต่ำ เช่น เกษตร ประมง ค้าส่ง/ปลีก สิ่งทอ และพลาสติก ซึ่งเฉลี่ยต่ำกว่า 20% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของ SMEs ทุกอุตสาหกรรมที่ราว 28% จะยิ่งเผชิญความลำบาก
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘EIC-วิจัยกสิกร’ เกาะติดสงคราม หวั่นยืดเยื้อทุบเอสเอ็มอี-กระทบจ้างงาน