ในบ้านเราคงไม่มีใครไม่รู้จัก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม และอาหารครบวงจรของไทย ที่ขยายการลงทุนไปใน 14 ประเทศทั่วโลก
ว่ากันว่า ธุรกิจเกษตรเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่บริหารจัดการยากที่สุดในโลก เพราะทำงานกับสิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อมที่คาดเดาได้ยากต้องแข่งกับ “เวลา” และเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย ไม่นับความท้าทายทั้งจากสารพัดวิกฤต และการแข่งขัน
ถึงอย่างนั้น ในปี 2568 “CPF” ทำรายได้จากการขาย 5.7 แสนล้านบาท แต่ยังไม่เท่าความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้นถึง 29% จากปีก่อนหน้า มาปิดที่ 25,197 ล้านบาท จนจ่ายปันผลรวมทั้งปีได้ 1.25 บาทต่อหุ้น สูงสุดเป็นประวัติการณ์
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสร่วมพูดคุยกับ “ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ”ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CPF และ ดร.สรรเสริญ สมัยสุต กรรมการผู้จัดการ AXONS ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีการเกษตร (Agri-Tech) เบื้องหลังเทคโนโลยีของ CPF
อะไรอยู่เบื้องหลังความสามารถในการขับเคลื่อนองค์กร ที่มีพนักงาน 1.2 แสนคน (เฉพาะในไทย 7 หมื่นคน) ให้เติบโตและแข่งขันได้
นายประสิทธิ์กล่าวว่า อาหารไทยมีชื่อเสียง และศักยภาพไม่แพ้ชาติอื่นในโลก ถ้าอเมริกามีแบรนด์เคเอฟซี, แมคโดนัลด์ อาหารอิตาเลียน, ฝรั่งเศสได้รับการยอมรับระดับสากล อาหารไทยก็มีโอกาสไปถึงจุดนั้นได้ CPFจึงวางเป้าหมายที่จะผลักดันอาหารไทยเข้าไปบุกตลาดโลก และเพิ่มสัดส่วนรายได้ในธุรกิจอาหารเพิ่มขึ้น
จากปัจจุบันรายได้หลักมาจากธุรกิจอาหารสัตว์ (FEED) และธุรกิจเลี้ยงสัตว์ (FARM) ส่วนธุรกิจอาหาร (FOOD) มีสัดส่วนราว 20 กว่า% แต่อยากให้ไปถึงครึ่งของรายได้รวมในอนาคต
“ทั้งบริษัทเรารายได้เกือบ 6 แสนล้านแต่ธุรกิจ Food มีรายได้อยู่ที่แสนกว่าล้านบาท ถือว่าไม่เยอะ เมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ (Meat) แต่ตั้งเป้าการเติบโตปีละ 10% เพราะในแง่กำไรสูงกว่า ความสเตเบิลในแง่ธุรกิจ และความต่อเนื่องก็ดีกว่า อย่างที่บอกว่าเราตั้งเป้าผลักดันอาหารพร้อมทานแบรนด์ไทยไประดับโกลบอล ซึ่งจะต้องทำเรื่องการสร้างแบรนด์”
ปัจจุบัน CPF มีแบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารที่ไปทำตลาดต่างประเทศ 2 แบรนด์ คือ Kitchen Joy ทำตลาดในยุโรป และสแกนดิเนเวีย เป็นอาหารไทยพร้อมทานแช่แข็งในกล่องสี่เหลี่ยม (Thai Cube) และ CP Authentic Asia เน้นเมนูอาหารเอเชียต้นตำรับ วางจำหน่ายในหลายประเทศทั่วเอเชีย ยุโรป และอเมริกา
“เรายังมีนวัตกรรมอาหารอย่าง ไก่เบญจา ที่เลี้ยงด้วยข้าวกล้องจนได้เนื้อที่นุ่มเด้งเป็นพิเศษ และมีแคมเปญ ไก่ไทยไปอวกาศ ที่ต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับ NASA เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่ามาตรฐานเหนือกว่าความคาดหมาย”
นายประสิทธิ์กล่าวถึงสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานด้วยว่า บริษัทเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด มีการเตรียมความพร้อมโดยเฉพาะเรื่องแพ็กเกจจิ้งต่าง ๆ โดยขอความร่วมมือซัพพลายเออร์ในการร่วมกันรับมือ และเตรียมความพร้อมเรื่องวัตถุดิบจะบริหารจัดการต้นทุนอย่างไร เพื่อไม่ให้กระทบราคาสินค้า
“เรากำลังดูว่าจะกระทบแค่ไหน ต้องรีไวซ์แพ็กเกจจิ้งไหม ต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนแพ็กเกจจิ้งต่าง ๆ เพราะสินค้าเราไม่ได้กำไรเยอะ คุยกับซัพพลายเออร์ทุกเจ้า ตอนนี้เป็นแผนในการติดตามในแต่ละช่วงว่าซัพพลายของมีโอกาสติดขัดอะไร ต้องปรับปรุงอะไรไหม การมีเทคโนโลยีที่ดีทำให้เราคอนโทรลได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงของสิ่งมีชีวิตไม่ติดเชื้อไม่ติดโรคทำให้ซัพพลายสเตเบิล”
CPF เป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาใช้การดำเนินธุรกิจตั้งแต่ยุคแรก และมากขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด เป็นต้นมา เพราะธุรกิจเกษตรเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต สภาพแวดล้อม การขนส่งทุกเสี้ยวนาทีจะมีผลกับคุณภาพสินค้า ทุกกระบวนการ ตั้งแต่การผลิต แปรรูป โรงงาน การขนส่ง ไปจนถึงช่องทางขายจะแข่งกับเวลา เพราะเป็นของสด ถ้าไม่มีการบริหารจัดการที่ดีด้วยการใช้ “เทคโนโลยี” โอกาสที่จะทำให้ต้นทุนถูกลง และยังมีคุณภาพทำได้ยากมากเทคโนโลยีจึงเข้าไปเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนของกระบวนการธุรกิจ
ปัจจุบันเป็นยุคที่ 3 ที่จะใช้ “วิสัยทัศน์ควบคู่กับข้อมูล”
“ดร.สรรเสริญ” อธิบายเพิ่มเติมว่า ธุรกิจเกษตร การเชื่อมข้อมูลระหว่างต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำสำคัญมาก ในยุคแรก 40-50 ปีก่อน ท่านประธานอาวุโส (ธนินท์ เจียรวนนท์) มีวิสัยทัศน์ที่จะลงทุนเลือกของดีที่สุดระดับโลกมาใช้ เป็นยุคของการซื้อเทคโนโลยีมาใช้ อีกสิบกว่าปีถัดมาเข้าสู่ยุคสองที่เริ่มพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้เองบางส่วน
“พอเราซื้อมาใช้ก็จะเริ่มรู้ว่าอะไรที่เป็นตัวเรา อะไรที่ไม่ใช่ และต้องเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาเอง พอพัฒนาเองมาเรื่อย ๆ ก็เข้าสู่ยุคที่สามในปัจจุบัน เป็นยุคที่อยู่บนโครงสร้างพื้นฐานที่เราพัฒนาเองได้เกือบหมดแล้ว ตั้งแต่ระบบเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ โรงงาน แปรรูป ขนส่ง หรือแม้แต่ช่องทางขาย เราพัฒนาขึ้นมาเองหมด”
และว่าประเทศไทยมีความโชคดีที่ไม่ใช่แค่ “ฟ้าประทาน” ให้เพาะปลูกได้ทุกฤดูแต่ยังมีความเป็นกลางไม่ต้องโดนบังคับเหมือนประเทศอื่นที่ต้องเลือกข้าง อเมริกามีกูเกิล, อเมซอน, AWS หรือจีน มีหัวเว่ย, เทนเซนต์ ก็ซื้อมาใช้ และคบกันเป็นพันธมิตรทางเทคโนโลยีได้ ใครมีอะไรดีก็หยิบมาต่อยอดร่วมกันแบบ “วิน-วิน” เพื่อให้ CPF มีต้นทุนที่แข่งขันและส่งมอบอาหารที่ปลอดภัยให้คนทั่วโลกได้อย่างยั่งยืน
เรียกว่า CPF “ขี่มังกรโตได้ทุกประเทศ” และ “เทคโนโลยี” เป็นหัวใจที่ทำให้ต้นทุนต่ำลง
“ต้องเข้าใจว่า ราคาขาย แข่งกันสูงมาก มีส่วนต่างไม่เยอะ ฉะนั้นส่วนที่จะทำให้เป็นผู้ชนะได้ คือการบริหารจัดการหลังบ้านที่ดีกว่า ทำให้ซอฟต์แวร์หรือเอ็นจิเนียริ่งต้องพัฒนาแบบ สูทสั่งตัดที่เป็นเอกลักษณ์ของเราเอง เราทำธุรกิจในหลายประเทศ ทำหนึ่งระบบใช้ได้หลายบริษัท ทำให้เกิดการแชร์โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน เทคโนโลยีจึงราคาถูกลงอย่างมีนัย และส่งผลต่อราคาสินค้าที่ไม่ต้องนำค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีไปบวกเพิ่มเยอะทำให้เปิดตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้นด้วย”
“ดร.สรรเสริญ” ย้ำว่า เทคโนโลยีจึงเป็น “เกมบุก” และไม่ใช่มีแค่ “เงินก็ซื้อได้” แต่เป็นเรื่องกระบวนการทำงานที่ต้องเปลี่ยนเป็นรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น และใช้แอปพลิเคชั่นมากขึ้น
“ซีอีโอ CPF” กล่าวว่า บริษัทนำนโยบาย AI Frist มาใช้ในองค์กรอย่างเข้มข้น มีการปรับโครงสร้าง ตั้งหน่วยงาน AI BP (AI Business Partner) เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงาน เช่น ในโปรดักชั่นไลน์ ไก่ทอด ที่ผ่านมามีคนไปยืนสุ่มตรวจ เจาะดูอุณหภูมิว่าได้มาตรฐานไหม ซึ่งไม่มีใครทำได้ 100% ต้องรีเช็ก ก็ยังคุมไม่ได้ทั้งหมด ฉะนั้น AI ช่วยได้มาก ใช้กล้องดูสี ขนาด มีเซ็นเซอร์วัดความร้อนทำได้ 100%
ในภาพรวม AI จะช่วย 3 ด้าน คือ 1.เพิ่มประสิทธิภาพ 2.ลดความเสี่ยง และ 3.ด้านการขาย
“AI BP เป็นคนเทคที่เข้าใจธุรกิจ มีราว 600 คน ที่จะไปอยู่กับบียูต่าง ๆ ไปอยู่หน้างาน เปรียบเป็นล่ามช่วยนำเสนอโครงการ เช่น เขาอาจเสนอว่า การเลี้ยงกุ้งไม่ควรเอาคนไปเดินในบ่อ เพราะเสี่ยงติดโรค ใช้กล้องเข้าไปแทนไปส่องใต้น้ำ แล้วใช้เอไอคำนวณขนาด เทียบกับปริมาณการให้อาหารว่าควรให้เท่านี้เท่านั้น กล้องจะก็เห็นหมดเลย รวมถึงคุณภาพน้ำด้วยทำให้เกษตรกร หรือคู่ค้าเปลี่ยนจากคนธรรมดา เป็นคนเก่งได้”
อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ ไม่ใช่เพื่อแข่งกับ “คน” แต่มาช่วยลดงานที่ซ้ำซาก น่าเบื่อ เพื่อยกระดับคุณค่าของคนให้สูงขึ้น ให้ไปทำงานที่ใช้สมอง มีคุณค่า และมีความหมาย
อ่านข่าวต้นฉบับ: CPF ชูกลยุทธ์ AI First ปั้นโกลบอลแบรนด์ อาหารไทย
