คอลัมน์ : คุยฟุ้งเรื่องการเงิน ผู้เขียน : พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน (ทอมมี่)
เมื่อพูดถึงการบริหารเงิน หลายคนมักคิดว่าปัญหาอยู่ที่รายได้ที่ไม่พอ แต่ความจริงแล้ว แม้คนที่มีรายได้สูงก็อาจมีปัญหาทางการเงินได้เช่นกัน หากไม่รู้จักจัดสรรเงินอย่างถูกต้อง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “เรามีเงินเท่าไหร่” แต่คือ “เราใช้เงินกับอะไร และในลำดับไหน” ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยหลักคิดง่าย ๆ ที่เรียกว่า “ก้อนหิน ก้อนกรวด ทราย และน้ำ”
หลักการนี้แบ่งรายจ่ายออกเป็นสี่ประเภทตามความสำคัญและความเร่งด่วน โดยเปรียบเทียบกับสิ่งของที่มีขนาดและความสำคัญแตกต่างกัน
ก้อนกรวด คือรายจ่ายที่ทั้งเร่งด่วนและสำคัญ ต้องจ่ายตอนนี้เลย เช่น ค่าผ่อนบ้านที่ใกล้ครบกำหนด ค่ารักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย หนี้บัตรเครดิตที่ค้างชำระ หรือค่าไฟค่าน้ำที่หากไม่จ่ายก็จะถูกตัดบริการ สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนไฟไหม้ทางการเงินที่ต้องดับทันที ไม่สามารถเลื่อนได้
ก้อนหิน คือรายจ่ายที่สำคัญ แต่ไม่เร่งด่วน ยังไม่ต้องจ่ายตอนนี้ก็ได้ แต่ถ้าไม่ทำเดี๋ยวนี้ มันจะกลายเป็นก้อนกรวดในอนาคต เช่น การออมเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การสร้างกองทุนฉุกเฉิน การซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพ การลงทุนระยะยาว หรือการเก็บเงินเพื่อการศึกษาบุตร สิ่งเหล่านี้คือรากฐานของความมั่นคงทางการเงิน ถึงแม้จะไม่รีบเร่งในตอนนี้ แต่สำคัญมากในระยะยาว
ทราย คือรายจ่ายที่ดูเร่งด่วนแต่ไม่สำคัญจริง เช่น โปรโมชั่นลดราคาที่หมดเขตวันนี้ ของฝากที่ต้องซื้อให้เพื่อน การไปร่วมงานเลี้ยงที่จริงแล้วไม่อยากไป หรือค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่แต่ละครั้งดูไม่มาก แต่เมื่อสะสมทั้งเดือนกลับเป็นจำนวนที่น่าตกใจ
น้ำ คือรายจ่ายที่ไม่เร่งด่วนและไม่สำคัญ เช่น การซื้อของที่ไม่จำเป็น การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยตามอารมณ์ หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการตัดสินใจชั่วครู่โดยไม่ได้คิดให้รอบคอบ
หลักการสำคัญของแนวคิดนี้อธิบายได้ด้วยการทดลองง่าย ๆ ลองนึกภาพว่าเรามีโถใบหนึ่ง แล้วต้องใส่ก้อนหิน ก้อนกรวด ทราย และน้ำ ลงไปให้หมด ถ้าเราใส่ก้อนหินก่อน ตามด้วยก้อนกรวด ทราย และน้ำ ทุกอย่างจะใส่ได้พอดี เพราะทรายและน้ำจะซึมลงไปเติมช่องว่างระหว่างก้อนหิน
แต่ถ้าเราเริ่มใส่ก้อนกรวดก่อน ตามด้วยทราย และน้ำ ช่องว่างในโถจะถูกเติมเต็มไปหมด เมื่อถึงตาก้อนหิน เราจะพบว่าไม่มีที่เหลือให้ใส่แล้ว แม้ว่าก้อนหินจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
ในชีวิตจริง หลายคนใช้เงินทั้งหมดกับค่าใช้จ่ายประจำวัน จ่ายบิล ซื้อของที่ดูจำเป็นในตอนนั้น จนพอสิ้นเดือนไม่มีเงินเหลือออม เมื่อถูกถามว่าทำไมไม่ออมเงิน คำตอบที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ “ไม่มีเงินเหลือ” แต่ความจริงแล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงินไม่พอ แต่อยู่ที่ลำดับการจ่ายเงินที่ผิด
ผลที่ตามมาคือ ชีวิตการเงินกลายเป็นวงจรของการไล่ตามบิล ต้องแก้ปัญหาเงินไม่พอใช้ตลอดเวลา รู้สึกเหนื่อย ไม่มีเงินออม และไม่มีเงินลงทุน คนที่บริหารเงินแบบนี้อาจมีรายได้ดี ทำงานหนัก แต่ชีวิตการเงินกลับไม่ก้าวหน้าเลย เพราะเงินทั้งหมดถูกใช้ไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่การสร้างอนาคต
สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ รายจ่ายที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วนในวันนี้ ถ้าเราเพิกเฉย มันจะค่อย ๆ กลายเป็นรายจ่ายเร่งด่วนและสำคัญในอนาคต ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การไม่มีประกันสุขภาพ ตอนนี้อาจดูไม่เร่งด่วน แต่วันหนึ่งเมื่อเจ็บป่วยกะทันหัน ค่ารักษาพยาบาลอาจเป็นหลักแสนหรือหลักล้านบาท
หรือการไม่ออมเงิน ตอนอายุ 30 ปี อาจรู้สึกว่ายังมีเวลาอีกนาน แต่พอถึงอายุ 60 ปี ถ้าไม่มีเงินเก็บก็ต้องเผชิญกับชีวิตหลังเกษียณที่ลำบาก ต้องพึ่งพาลูกหลาน หรือทำงานต่อไปแม้ร่างกายจะไม่แข็งแรง
การไม่มีกองทุนฉุกเฉินก็เช่นกัน เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ถูกเลิกจ้าง รถเสีย บ้านรั่ว หรือมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉินอื่น ๆ คนที่ไม่มีเงินสำรองก็ต้องกู้เงินด้วยดอกเบี้ยสูง หรือถอนเงินลงทุนในเวลาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้สูญเสียเงินไปมาก
ลองจินตนาการว่า การเงินของเราเป็นเหมือนเรือที่มีรูรั่ว เงินค่อย ๆ ไหลออกไปเรื่อย ๆ เราจะทำอย่างไร ? หลายคนอาจตอบว่า “หาเงินเพิ่ม ทำงานพิเศษ ขายของออนไลน์” ซึ่งก็เป็นคำตอบที่ถูกต้อง
แต่ลองคิดดูว่า ถ้าเรามัวแต่หาเงินเพิ่มเข้ามาเรื่อย ๆ โดยไม่ได้หันมาปิดรูรั่วที่ทำให้เงินไหลออกไป เราก็ต้องทำงานหนักขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดชีวิต และรูรั่วนั้นอาจขยายใหญ่ขึ้นจนในที่สุดเราก็หาเงินไม่ทัน
นี่คือภาพสะท้อนของคนจำนวนมากในปัจจุบัน พอรายได้เพิ่ม ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มตาม ซื้อรถคันใหม่ ย้ายบ้านใหญ่ขึ้น ใช้ชีวิตหรูหรามากขึ้น สุดท้ายแล้ว แม้จะหาเงินได้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่มีเงินเหลือออมเหมือนเดิม
การหาเงินเพิ่มคือการจัดการปัญหาระยะสั้น (ก้อนกรวด) ส่วนการปิดรูรั่ว คือการแก้ปัญหาระยะยาว (ก้อนหิน) โดยการควบคุมค่าใช้จ่าย ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น สร้างวินัยในการออม และสร้างระบบที่ทำให้เงินเติบโตเอง เราต้องทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน แต่ต้องรู้ว่าอะไรคืออะไร
ขั้นตอนแรกในการนำหลักการนี้ไปใช้ คือการรู้จักแยกแยะรายจ่ายของเราว่าอะไรคืออะไร ลองหาเวลาว่างสักครึ่งชั่วโมงมาเขียนรายการรายจ่ายทั้งหมดที่มีทั้งรายเดือนและรายปี แล้วถามตัวเองสองคำถาม
1.รายจ่ายนี้สำคัญจริง ๆ หรือไม่ ? ถ้าไม่จ่ายจะเกิดอะไรขึ้น ?
2.รายจ่ายนี้เร่งด่วนหรือไม่ ? ต้องจ่ายตอนนี้เลยหรือยังผัดได้ ?
จากนั้นลองจัดหมวดหมู่รายจ่ายตามตาราง 4 ช่อง เมื่อรู้แล้วว่ารายจ่ายไหนเป็นอะไร ก็จะสามารถวางแผนการเงินได้ชัดเจนขึ้น
สำหรับการจัดสรรเงิน ควรเริ่มจากการจ่ายก้อนหินก่อนเสมอ ได้แก่ การออมอย่างน้อย 20% ของรายได้ เงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่าประกันภัย และการสร้างกองทุนฉุกเฉินให้ครบ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน
หลังจากนั้นจึงจ่ายก้อนกรวด คือค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง และสุดท้ายจึงมาดูว่ามีเงินเหลือสำหรับทรายและน้ำหรือไม่ หากไม่มีก็ควรตัดออกไปโดยไม่ต้องเสียดาย
การบริหารการเงินที่ดีไม่ได้หมายถึงการไม่ใช้จ่ายเลย หรือการอดออมจนไม่มีความสุข แต่หมายถึงการรู้ว่าอะไรสำคัญกว่า และจัดสรรเงินให้เหมาะสมกับลำดับความสำคัญ อย่าปล่อยให้ก้อนกรวดกินเงินทั้งหมดจนไม่มีเงินเหลือให้ก้อนหิน เพราะในระยะยาว ก้อนหินต่างหากที่จะกำหนดความมั่งคั่งและความมั่นคงของเรา
เช่นเดียวกับการวางแผนผลประโยชน์พนักงานที่ต้องอาศัยการมองภาพระยะยาว และการคำนวณอย่างรอบคอบจากนักคณิตศาสตร์ประกันภัย การบริหารการเงินส่วนบุคคลก็ต้องการการมองเห็นภาพรวมและวินัยอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ABS
อ่านข่าวต้นฉบับ: วิธีจัดลำดับการใช้เงิน ตามหลักก้อนหิน ก้อนกรวด ทราย และน้ำ ฉบับอาจารย์ทอมมี่