เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2026 เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รับเชิญไปบรรยาย ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และบรรยายครั้งนี้ ถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ CNBC ถึงจุดยืนระมัดระวังต่อภาวะ Supply Shock เนื่องด้วยราคาน้ำมันที่พุ่งสูงผลจากสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่ย้ำว่าเฟดกำลังจับตาตลาด Private Credit และระดับหนี้สาธารณะอย่างใกล้ชิดในฐานะความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในระยะยาว
เริ่มต้นพาวเวลล์เล่าถึงช่วงวัยหนุ่มที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตันว่า ในตอนนั้นวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาคและมหภาคไม่ได้ดึงดูดความสนใจของเขาเท่าใดนัก เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเล่นกีตาร์โปร่ง Martin D35 ซึ่งเป็นของขวัญวันเรียนจบ
จนพูดติดตลกว่าวิชาเอกที่แท้จริงของเขาในปีแรกคือ “กีตาร์โปร่ง” อย่างไรก็ตาม แรงบันดาลใจในการรับใช้สาธารณะได้ก่อตัวขึ้นจากการเฝ้ามองบุคคลต้นแบบอย่าง จอร์จ ชูลท์ซ (George Shultz) ผู้ที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการทำงานในภาคเอกชนและการสลับมารับใช้ชาติในตำแหน่งสำคัญ
พาวเวลล์จึงตั้งปณิธานที่จะสร้างชีวิตในวิถี “ลูกผสม” คือการสั่งสมประสบการณ์ในโลกธุรกิจควบคู่ไปกับการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งในที่สุดก็ได้รับโอกาสนั้น ทั้งในกระทรวงการคลังและในสภาผู้ว่าการระบบธนาคารกลางสหรัฐฯ
เมื่อบทสนทนาเข้าสู่ประเด็นการบริหารนโยบายการเงินในปัจจุบัน พาวเวลล์แบ่งปันปรัชญา “ความอ่อนน้อมถ่อมตนทางสถาบัน” โดยอธิบายว่า แม้เขาจะเป็นประธานเฟด แต่เขาก็มีเพียงหนึ่งเสียง 1 โหวต เท่ากับกรรมการท่านอื่นในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC)
พาวเวลล์ไม่ได้มองว่าการที่มีความเห็นต่างหรือการคัดค้าน (Dissent) ภายในคณะกรรมการเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ในทางตรงกันข้าม เขาเชื่อว่าปัญหาที่ยากและซับซ้อนต้องการการวิพากษ์วิจารณ์จากทุกแง่มุม
เขาเปรียบเทียบประสบการณ์สมัยทำงานในไพเวทอิควิตี้ว่า ก่อนจะตัดสินใจลงทุน เขาต้องการได้ยินเหตุผลที่แย่ที่สุดจากคนที่ฉลาดที่สุด เพราะคนเราจะไม่รู้ว่าตนเองเชื่อมั่นในสิ่งใดจริง ๆ จนกว่าจะได้เห็นใครสักคนพยายาม “รื้อ” ความคิดนั้นออกมาเป็นชิ้น ๆ พาวเวลล์ย้ำว่าในภาวะที่เศรษฐกิจมีความตึงเครียดระหว่างความเสี่ยงด้านตลาดแรงงานและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ การคาดหวังความเป็นเอกฉันท์นั้นแทบจะเป็นเรื่องที่ชี้นำไปในทางที่ผิด เพราะความมั่นใจที่มากเกินไปมักเกิดขึ้นก่อนที่เราจะเข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้
ในประเด็นเรื่องงบดุลของเฟดและการใช้นโยบายการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) พาวเวลล์โต้ข้อวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา เขาอธิบายว่าเมื่ออัตราดอกเบี้ยถูกลดลงจนเหลือศูนย์แล้ว แต่เศรษฐกิจยังต้องการความช่วยเหลือ ธนาคารกลางไม่สามารถนิ่งเฉยได้ การซื้อสินทรัพย์ระยะยาวจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพทางการเงิน
พาวเวลล์ยอมรับว่าเขาเคยตั้งใจว่าจะไม่ต้องใช้เครื่องมือ QE นี้ในยุคของเขา แต่โลกความเป็นจริงมักไม่เป็นไปตามแผน “มนุษย์วางแผน แต่พระเจ้าหัวเราะ” คือวลีที่ยกมาอธิบายเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่บังคับให้เฟดต้องอัดฉีดสภาพคล่องอย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม เขาชี้ให้เห็นว่าความกังวลเรื่องผลข้างเคียง เช่น เงินเฟ้อที่คุมไม่ได้หรือความไม่ยั่งยืนของตลาดพันธบัตร ยังไม่ได้ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมในระดับที่อันตราย
Fed ยังได้ประกาศความสำเร็จก้าวสำคัญว่า สหรัฐฯ ได้บรรลุภาวะ ‘Soft Landing’ เป็นที่เรียบร้อยแล้วในช่วงปลายปี 2024 แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์เกือบ 100% จะเคยทำนายว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับเติบโตได้ถึง 2.5% ในขณะที่เงินเฟ้อลดลงมาอยู่ในระดับต่ำพร้อมกับการจ้างงานที่เต็มที่ ปัจจุบันเฟดกำลังเผชิญกับปัจจัยเงินเฟ้อที่เล็กลง เช่น ผลกระทบจากภาษีนำเข้า ซึ่งเขามองว่าเป็นเพียงการเพิ่มขึ้นของราคาเพียงครั้งเดียว (One-time price increase) รวมถึงความผันผวนของราคาน้ำมันจากวิกฤตตะวันออกกลาง
ในส่วนของวิกฤตพลังงาน พาวเวลล์ให้บทเรียนเศรษฐศาสตร์แก่นักศึกษาในฮาร์วาดว่า เครื่องมือของเฟดนั้นทำงานผ่าน ‘อุปสงค์’ แต่ราคาน้ำมันคือ ‘Supply Shock’ หรือแรงกระแทกด้านอุปทาน ซึ่งนโยบายการเงินไม่สามารถแก้ไขได้โดยตรงและมักทำงานด้วยความล่าช้า (Long and variable lags) ดังนั้นแนวทางของเฟดคือการ “มองผ่าน” (Look through) แรงกระแทกชั่วคราวเหล่านี้ แต่ต้องเฝ้าระวังไม่ให้มันไปกระทบต่อ “การคาดการณ์เงินเฟ้อ” ของประชาชนในระยะยาว หากประชาชนเริ่มเชื่อว่าเงินเฟ้อจะสูงตลอดไป นั่นคือจุดที่อันตรายที่สุดที่เฟดต้องยับยั้ง
อีกหนึ่งประเด็นที่พาวเวลล์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือ “ความเป็นอิสระของเฟด” เขาแยกแยะระหว่างนโยบายการเงินที่ต้องปราศจากการเมืองอย่างสิ้นเชิง กับนโยบายการกำกับดูแลสถาบันการเงินที่เฟดต้องทำงานร่วมกับรัฐบาล พาวเวลล์เน้นย้ำว่าเขาในฐานะประธานต้องไม่เอาความเห็นส่วนตัวไปยัดเยียดในเรื่องกฎระเบียบ แต่ต้องปล่อยให้ “รองประธานฝ่ายกำกับดูแล” ทำหน้าที่ตามที่กฎหมายมอบหมาย ความเป็นกลางนี้เองที่ทำให้เขาสามารถได้รับการแต่งตั้งใหม่จากทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ถึงความน่าเชื่อถือของสถาบัน
เมื่อพูดถึงความเสี่ยงในระบบการเงิน พาวเวลล์ยอมรับว่าแม้ระบบธนาคารจะแข็งแกร่งขึ้นมากหลังวิกฤตปี 2008 แต่โลกการเงินนั้นเปลี่ยนแปลงเร็วเสมอ เขาเปรียบงานของเฟดว่าเหมือนกับการสร้าง “คันกั้นน้ำ” ไม่ใช่การป้องกันไม่ให้พายุเกิด พายุเฮอริเคนทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นแน่นอน แต่ระบบต้องมีความยืดหยุ่น (Resilience) พอที่จะฟื้นตัวได้ ความกังวลที่ใหญ่ที่สุดของเขาในยุคนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องสินเชื่อภาคเอกชน (Private Credit) แต่คือ “การโจมตีทางไซเบอร์” ที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เฟดต้องเฝ้าระวังด้วยความระแวดระวังสูงสุดตลอดเวลา
ในช่วงท้าย พาวเวลล์ได้มอบคำแนะนำที่ล้ำค่าให้แก่นักศึกษาที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและเทคโนโลยี AI เขาเข้าใจดีว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากจากการจ้างงานที่ชะลอตัวและนโยบายคนเข้าเมืองที่เปลี่ยนไป แต่เขาขอให้ทุกคนมองโลกในแง่ดี โดยชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีผลิตภาพ (Productivity) สูงกว่ายุโรปถึงสองเท่าและมีความสามารถในการปรับตัวอย่างน่าเหลือเชื่อ สำหรับเรื่อง AI พาวเวลล์ไม่ได้มองว่าเป็นเพียงภัยคุกคาม แต่เป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพ เขาแชร์ว่าตนเองก็ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้รวดเร็วขึ้น แม้ AI จะเข้ามาแทนที่งานบางประเภท แต่ประวัติศาสตร์ร้อยปีพิสูจน์แล้วว่าเทคโนโลยีมักจะยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่และสร้างโอกาสใหม่เสมอ ตราบใดที่มนุษย์ยังพัฒนาทักษะเพื่อใช้ประโยชน์จากมัน
เจอโรม พาวเวลล์ ปิดท้ายด้วยการเตือนสติว่า การสร้างสถาบันประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่นั้นยากลำบากและใช้เวลายาวนาน แต่การทำลายทิ้งนั้นทำได้ง่ายกว่ามาก ความภูมิใจสูงสุดในชีวิตการทำงาน 14 ปีที่เฟดของเขาไม่ใช่ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สวยงาม แต่คือการได้รักษาเกียรติของสถาบันและการได้เป็นข้ารับใช้สาธารณะเพื่อช่วยเหลือประชาชนอเมริกันทุกคนอย่างแท้จริง บทสนทนา ณ ฮาร์วาร์ดครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของอัตราดอกเบี้ย แต่เป็นบทเรียนเรื่องการใช้ชีวิต การฟัง และการยืนหยัดในหลักการท่ามกลางมรสุมที่ไม่มีวันจบสิ้นของโลกการเงิน
อ่านข่าวต้นฉบับ: มนุษย์วางแผน แต่พระเจ้าหัวเราะ : ‘เจอโรม พาวเวลล์’ 14 ปี ใน Fed