‘บิ๊กเล็ก’ อำลาตำแหน่ง “รมว.กลาโหม” เปิดใจหมดเปลือกช่วงสู้รบ ยอมโดนด่า เพราะบางเรื่องพูดไม่ได้ เผยวิธีคิดไม่ได้อยากรบ-แต่เมื่อรบต้องชนะ รับเสียใจกำลังพลสูญเสีย 42 นาย เชื่อมือ ‘บิ๊กดุลย์’ ทำงานได้ หวังสานต่อเพิ่มเงินค่าตอบทหารชั้นผู้น้อย
พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม เข้ากระทรวงกลาโหม เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ และร่วมพิธีมุทิตาจิต อำลาตำแหน่ง โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม และว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ , พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม และข้าราชการกระทรวงกลาโหม ร่วมพิธี และมอบดอกกุหลาบอำลา
พล.อ.ณัฐพล กล่าวขอบคุณสื่อมวลชนที่พยายามเข้าใจ เพราะการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2568 ก็ได้รับคำแนะนำจากผู้หลักผู้ใหญ่ว่า ไม่ต้องพูดอะไรมาก ซึ่งตนจึงตอบกลับไปว่า ถ้าตนเองไม่พูดอีกคน ก็ไม่มีใครกล้าพูดแล้ว
พร้อมเล่าว่า ชาวบ้านที่เดือดร้อน สมาคมเกษตรกร และอุตสาหกรรมต่างๆ โทรมาขอความช่วยเหลือว่า อยากให้ผ่อนคลายมาตรการบ้าง เพราะได้รับความเดือดร้อน จึงบอกกลับไปว่า อยากให้พูดออกสื่อ ว่าได้รับความเดือดร้อนอย่างไร แต่พวกเขาก็ไม่กล้าพูดเพราะกลัวทัวร์ลง ซึ่งได้บอกไปว่า ก็เห็นอยู่แล้วว่า ตอนนี้ตนเองทัวร์ลง ถ้ายิ่งไปทำอีกคนก็คนก็ไม่เข้าใจ จึงอยากให้ผู้เดือดร้อนเป็นคนพูดก่อน แต่สุดท้ายเขาก็ไม่กล้าพูด
พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อว่า แต่พอเห็นสงครามในตะวันออกกลางทำให้เห็นว่า ปัจจุบันสังคมโลกเป็นแบบนี้ไปแล้วคือ ใช้กำลังตัดสินปัญหา เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็คงไปแนวนั้น ดังนั้นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นตนเองไม่รู้สึกน้อยใจ เพราะทุกคนก็ถามว่าทำไมโดนด่าขนาดนี้แล้วยังทำหน้าตาสดชื่นได้ ก็เพราะตนเข้าใจ
และได้บอกกับสื่อตลอดเวลาว่า การที่ประชาชนไม่เข้าใจ หรือสื่อบางสำนักไม่เข้าใจ เพราะเราพูดไม่หมด เนื่องจากบางอย่างพูดไม่ได้ เพราะพูดแล้วจะเกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง, กองทัพ และทำให้ฝ่ายกัมพูชา รู้วิธีคิดของเรา เพราะฉะนั้นเราก็ต้องโดนด่า และถ้าไม่อยากโดนด่าก็ต้องพูด แต่เมื่อมันพูดไม่ได้ก็สมควรโดนด่า และยอมรับการถูกด่าด้วยความเข้าใจ ซึ่งดังนั้น ก็ต้องรอเวลา เมื่อจบภารกิจก็หมดหน้าที่ไป
พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า ไม่มีอะไรฝากถึงรัฐมนตรีคนใหม่ รวมไปถึงน้องๆ ในกองทัพกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะรัฐมนตรีคนใหม่มีความสามารถ ซึ่ง พล.ท.อดุลย์ เติบโตมาจากในกองทัพ เป็นผู้บังคับหน่วยมาโดยตลอดจน มาเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ส่วนตัวมองว่า อาจเป็นแนวทางที่สังคมพอใจ และเป็นแนวทางที่ดี
ต่อไปกระทรวงกลาโหมอาจรุ่งเรืองขึ้นไปเป็นที่พอใจของประชาชน ซึ่งแม้ว่า ตนเองจะไม่ได้มาจากหน่วยรบ แต่มาจากกรมยุทธการทหารบกถึง 19 ปี จนเป็นเจ้ากรม ทำให้วิธีคิดของตนก็คิดแบบยุทธการ มองภาพรวม ไม่ได้คิดแบบวิชาการล้วนๆ แต่วิธีคิดที่ดีที่สุดของตนคือ “ชนะโดยไม่ต้องรบ แต่เมื่อรบต้องชนะ“
ซึ่งจากเหตุการณ์ประทะทั้ง 2 รอบที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ก่อนการปะทะตนเองได้ไปพูดคุยกับพลเอก เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ขอให้ถอนกำลังออกไป เพราะเราไม่อยากรบ หรือเอาเลือดเนื้อใครมาเสีย เพราะมองว่า ใช้วิธีอื่นตัดสินได้ แต่เมื่อเขาไม่ถอนกำลัง เราก็ต้องเตรียมตัว และพร้อมรบ
พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อไปว่า การปะทะครั้งที่ 1 ตนมองว่า ความพร้อมของเรายังไม่เต็มที่ จึงบอกกับทางกองทัพบกว่า เอาแค่นี้ก่อน แล้วกลับมาเตรียมความพร้อมให้พร้อม พอมาถึงการปะทะรอบที่ 2 ก็มั่นใจว่า พร้อม จึงปล่อยยาว จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งก็พอแล้ว ซึ่งในทางทหารการที่หน่วยเหนือมอบภารกิจไปว่า ให้ยึดที่หมาย 1-2-3 ถ้าหน่วยรองยึดที่หมาย 1-2-3 ได้ ก็ถือว่า จบแล้ว แต่บางครั้งหน่วยรองบอกว่า ที่หมายที่ 4 และ 5 ก็น่าจะเอาด้วย ซึ่งหน่วยเหนือบอกว่า พอแล้ว แค่นี้ก็ถือว่า จบภารกิจแล้ว นี่คือในทางการทหาร จึงอยากให้สื่อเข้าใจ
ส่วนตอนนี้ยังมีสถานการณ์อะไรที่มีความเป็นห่วงหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ไม่ห่วงเลย โดยเฉพาะเหตุการณ์ชายแดนที่ไม่เป็นห่วง แต่มีอีกอีกนานหนึ่งที่ทำไว้ และใกล้จะเสร็จแล้ว คือ การเพิ่มเงินค่าตอบแทนให้จ่ากองร้อย, กองพัน และจ่ากรม เนื่องจากมีการยุบสภาพอดี จึงไปต่อไม่ได้ แต่ทางรัฐบาลบอกว่า หากอนุมัติให้ค่าตอบแทนจะผูกพันกับรัฐบาลใหม่ จึงขอชะลอไว้ก่อน
ซึ่งทาง พล.ท.อดุลย์ ก็น่าเห็นพร้องด้วยกับแนวทางนี้ เพราะจะเป็นการดูแลกำลังพลชั้นผู้น้อย ซึ่งนายทหารชั้นประทวน นายสิบ ถือเป็นกระดูกสันหลังของกองทัพ เราจึงพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งใช้เงินไม่มาก แต่เป็นการดูแลด้านขวัญกำลังใจ โดยเรื่องในระดับกระทรวงกลาโหมจบแล้ว
เพราะตอนนี้ได้ส่งเรื่องไปที่กระทรวงการคลัง แต่ว่าเรื่องดังกล่าวจะผูกพันกับ ครม.ชุดใหม่ จึงขอเลื่อนเป็นการตัดสินใจของ ครม.ใหม่ ที่จะเป็นผู้พิจารณา แต่ตนมั่นใจว่า พล.ท.อดุลย์ จะเห็นด้วย เพราะเป็นนักเรียนนายสิบเก่า ซึ่งก็จะเข้าใจหัวอกนายสิบ และทหารชั้นประทวน
พล.อ.ณัฐพล ยังกล่าวอีกว่า การสู้รบที่ผ่านมา ทหารที่เสียชีวิตก็เป็นนายสิบ และจ่า ตนจึงสะท้อนใจ เพราะไม่อยากให้เกิดการสูญเสีย พร้อมยกตัวอย่าง ที่สหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการในประเทศเวเนซุเอลา แต่ว่า ไม่มีการสูญเสียเลย หมายความว่า อำนาจการรบ เหนือกว่ากันมาก
แต่ของไทยการสู้รบทั้ง 2 ครั้ง กำลังพลเสียชีวิตไปทั้งหมด 42 นาย ในช่วงที่ตนเป็นรัฐมนตรีช่วย จนมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ทำให้ตนก็รู้สึกเสียใจ แต่ถือว่า ภารกิจเราประสบความสำเร็จ เพราะทหารถ้าถึงเวลาต้องรบ จะไม่คิดถึงเรื่องการสูญเสีย แต่สิ่งที่ตนเองคิดก่อนเสมอคือ ถ้าไม่รบได้จะดีที่สุด และไม่สูญเสียได้จะดีที่สุด แต่ถ้าถึงคราวรบ เราจะไม่คิดเรื่องนั้นแล้ว เพราะทุกคนที่เป็นทหารต้องสละชีพเพื่อชาติ
พล.อ.ณัฐพล กล่าวช่วงท้ายว่า ขอบคุณสื่อมวลชน ซึ่งตนได้ยึดถือแนวทางความถูกต้อง ในการแก้ไขปัญหา ใช้สติปัญญา ส่วนใช้กำลังจะเป็นเรื่องสุดท้าย โดยใช้หลักการดีที่สุด “ชนะโดยไม่ต้องรบ แต่เมื่อรบต้องชนะ”
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘บิ๊กเล็ก’ อำลาตำแหน่ง รมว.กลาโหม เชื่อมือ ‘บิ๊กดุลย์’ ทำงานได้
