กกพ.เอาแน่ เก็บค่าประกันใช้ไฟดาต้าเซ็นเตอร์ 4.5 ล้านบาท/เมกะวัตต์ ชี้ลงทุนสายส่งหลายพันล้าน สกัดลงทุนไม่จริง พร้อมปรับเกณฑ์ Direct PPA ชี้สงคราม ตอ.กลาง ทำต้นทุนแพงขึ้น บีโอไอเผยดาต้าเซ็นเตอร์แห่เข้าไทย 36 โครงการ 7.3 แสนล้าน พยากรณ์ใช้ไฟฟ้าของไทยเปลี่ยน คาดเพิ่มขึ้นปีละ 2.9-3.2%
นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กกพ. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือถึงทิศทางการลงทุนของกลุ่มกิจการ Data Center และข้อจำกัดในการใช้ไฟฟ้าและปริมาณ ที่รัฐบาลต้องลงทุนด้านสายส่งไว้รองรับ จำเป็นต้องมีข้อกำหนดในการเก็บเงินหลักประกันกับนักลงทุน
เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่จะต้องลงทุนในระบบโครงข่ายซึ่งเป็นเงินหลายพันล้านบาท ทาง กกพ.คำนวณค่าใช้จ่ายตามความเหมาะสม โดยจะเรียกเก็บหลักประกันจาก Data Center ในอัตราที่ 4.5 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์
สำหรับการจ่ายเงินหลักประกันคืนนั้น จะพิจารณาจากการใช้ไฟในกรอบระยะเวลาที่กำหนด เมื่อเริ่มเปิดดำเนินงาน หากใช้ไฟไปอย่างน้อย 50% ภายในระยะเวลา 1 ปีตามที่เสนอมาในแผน จะคืนเงินหลักประกันให้ 50% ก่อนเป็นก้อนแรก จากนั้นหากใช้ไฟถึง 70% จะคืนหลักประกันให้ทั้งหมด โดยเรื่องนี้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และ 3 การไฟฟ้า (กฟผ. กฟภ. กฟน.) เรียบร้อยแล้ว จากนี้เตรียมเสนอรัฐบาลชุดใหม่ทันที
นอกจากนี้ คาดว่าจะต้องมีการทบทวนหลักเกณฑ์การซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement : Direct PPA) ใหม่ แม้ว่าก่อนหน้านี้ ทั้งหลักเกณฑ์และข้อกำหนดการขอใช้สิทธิต่าง ๆ ได้พิจารณาเรียบร้อยแล้ว แต่จากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น เป็นปัจจัยใหม่ที่มีผลต่อต้นทุนราคาพลังงาน บวกกับความต้องการใช้ไฟที่เปลี่ยนไป เพราะคาดว่าจะมีดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น กกพ.จึงจำเป็นต้องทบทวนต้นทุนราคาพลังงาน เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ก่อนเสนอรัฐบาลอีกครั้ง
สำหรับหลักเกณฑ์ Direct PPA สำหรับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ กรอบรวมไม่เกิน 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการนำร่องลอตแรกตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) นั้น ระยะแรกผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการอาจเริ่มต้นจากการใช้ไฟฟ้าทั่วไปก่อน แล้วค่อยปรับเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าสีเขียวในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น
โดยร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าวประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก 1.หลักเกณฑ์ทั่วไป 2.ด้านเทคนิคว่าด้วยการอนุญาตให้ผู้ซื้อไฟฟ้าใช้ระบบสายส่ง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของการเปิด Direct PPA 3.ด้านอัตราค่าบริการ-ครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าผ่านสายส่งและสายจำหน่าย (Wheeling Charge) ค่าตามนโยบายรัฐ (Policy Expense : PE) ค่าความเบี่ยงเบนของการผลิต (Imbalance Charge) และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง
สำหรับหลักเกณฑ์ให้สิทธิ Direct PPA ประกอบด้วย 1.โครงการนำร่อง Direct PPA ภายใต้กรอบเป้าหมายรวมไม่เกิน 2,000 MW จะพิจารณาจากนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ และได้รับการยืนยันความสามารถการจ่ายไฟฟ้าจากการไฟฟ้า และมีระยะเวลาดำเนินโครงการไม่น้อยกว่า 10 ปี หรือตามที่นโยบายกำหนด
2.การพิจารณาสิทธิในการใช้ไฟฟ้ารูปแบบ Direct PPA ภาครัฐจะพิจารณาจากค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดจากความต้องการใช้ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Direct PPA ผ่านการเปิดสิทธิให้กับบุคคลที่ 3 (Third Party Access : TPA) ตามแผนการใช้ไฟฟ้าในระยะ 5 ปี ของ Data Center แต่ละราย นับตั้งแต่กำหนดวันที่เริ่มโครงการนำร่อง Direct PPA ผ่าน TPA หรือตามที่นโยบายกำหนด 3.ภาครัฐสงวนสิทธิในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการพิจารณาให้เป็นไปตามที่นโยบายจะกำหนด
สำหรับคุณสมบัติของ Data Center จำเป็นต้องมีความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามข้อกำหนดจากบริษัทแม่ และต้องเป็นการดำเนินการที่เท่าเทียมกันในทุกประเทศที่ไปลงทุน นอกจากนี้ ต้องเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ และเป็นโครงการที่ยังไม่มีการรับรู้รายได้จากการประกอบกิจการ ณ วันที่ยื่นขอพิจารณาเข้าร่วมโครงการนำร่องDirect PPA ที่มีปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าฐาน (IT Base Load) ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 50 เมกะวัตต์ต่ออาคารหรือต่อหลัง ต้องเสนอแผนการลงทุนที่ชัดเจน เช่น สถานที่ตั้ง กำหนดวันเริ่มประกอบการ แผนการใช้ไฟฟ้าอย่างน้อย 10 ปี
ทั้งนี้ Data Center สามารถซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าหลายรายได้ และสามารถซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าเพื่อใช้ในช่วงเวลาที่ไม่มีการจองใช้บริการ TPA หรือในช่วงเวลาที่มีการจองใช้บริการ TPA แต่ใช้ไฟฟ้าเกินกว่าแผนการส่งจ่ายไฟฟ้ารายวันของผู้ผลิตไฟฟ้า โดยการซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าจะต้องมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสำรองกับการไฟฟ้าที่ Data Center เชื่อมต่อ และต้องวางหลักประกันการใช้ไฟฟ้าหรือชำระค่าปรับกรณีผิดเงื่อนไขสัญญา (ถ้ามี) ตามที่การไฟฟ้ากำหนด
“ปีที่แล้วเราทำเสร็จแล้ว แต่ตอนนี้ต้นทุนราคาเพิ่มขึ้นเพราะสงคราม ค่าใช้จ่ายของวันนั้นกับวันนี้จะไม่เหมือนกัน เพราะวันนี้คือช่วงเกิดวิกฤต”
นายทศพร ศิริสัมพันธ์ ประธานอนุกรรมการพยากรณ์และจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) เปิดเผยว่า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ปรับปรุงและคำนวณค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า (Load Forecast) ใหม่ ให้สอดคล้องกับบริบทด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และพฤติกรรมการใช้พลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป ภายใต้สมมุติฐานและปัจจัยใหม่ที่มีบทบาทสำคัญเข้ามาพิจารณา อาทิ การเติบโตของ Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล การขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แนวโน้มการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS)
การเกิดโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ระบบไฟฟ้าขนส่งมวลชน ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) การติดตั้ง Solar Rooftop การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) รวมถึงมาตรการอนุรักษ์พลังงานและการบริหารจัดการโหลด เพื่อสะท้อนโครงสร้างระบบไฟฟ้าที่มีความซับซ้อนและกระจายตัวมากขึ้น ปัจจัยทั้งหมดถือเป็นความต้องการใหม่ (New Demand)
ผลการพยากรณ์ในกรณีต่ำ (Low) คาดว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดจะเพิ่มจากประมาณ 36,450 เมกะวัตต์ในปี 2569 เป็น 71,340 เมกะวัตต์ในปี 2593 หรือเติบโตเฉลี่ย 2.9% ต่อปี และมีการใช้ไฟฟ้าปี 2593 อยู่ที่ 386,081 ล้านหน่วย ขณะที่กรณีสูง (High) ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในปี 2593 จะเพิ่มเป็น 77,374 เมกะวัตต์ หรือเติบโตเฉลี่ย 3.2% ต่อปี และมีการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 434,371 ล้านหน่วย
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) กล่าวว่า กลุ่ม Data Center ยังคงเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่ประเทศต้องการ โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้เร่งลงทุนเพื่อเตรียมโครงสร้างพื้นฐานไว้รองรับแล้ว โดยปี 2568 ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนรวม 1.87 ล้านล้านบาท 3,370 โครงการ
ในส่วนนี้มาจากอุตสาหกรรมดิจิทัลมีมูลค่าลงทุนสูงสุดจากการลงทุนในกิจการ Data Center กว่า 7.3 แสนล้านบาท 36 โครงการ แน่นอนว่าการวางหลักประกันก็เป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่รัฐบาลต้องกันความเสี่ยงเอาไว้ ในอัตราที่ 4.5 ล้านบาท/เมกะวัตต์ ซึ่งเหมาะสม เพราะแต่ละรายลงทุนหลายพันล้านบาทและขอใช้ไฟระดับที่สูง
แหล่งข่าวจากบริษัทพลังงานและโครงข่ายไฟฟ้ากล่าวว่า เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่รัฐบาลต้องป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้งจะเป็นการสกัดนายหน้าที่เข้ามาเสนอตัวลงทุน ที่มีทั้งตัวจริงและตัวปลอม อาจใช้รูปแบบที่ว่าลงทุนแล้วปล่อยเช่าช่วงให้กับรายอื่น หากเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นจะเกิดความเสียหายต่อประเทศค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการประเมินว่าการวางหลักประกันดังกล่าวอาจทำให้นักลงทุนเปลี่ยนใจย้ายไปลงทุนเวียดนามแทน แต่เชื่อว่าคุณภาพไฟของไทยดีกว่าเวียดนามมาก เนื่องจากไทยยังคงมีไฟฟ้าส่วนเกิน ทำให้เกิดความเสถียรมากกว่า จึงมั่นใจว่านักลงทุนจะไม่เลือกไปเวียดนามแน่นอน
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกรรมการ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า Data Center สำคัญกับประเทศไทยเพราะมันคือหัวใจของการประมวลผล แต่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์มากขึ้นกว่านี้ หากคนไทยได้เป็นเจ้าของ Data Center
อ่านข่าวต้นฉบับ: ประกันใช้ไฟ 4.5 ล้าน/เมกะวัตต์ สกัดดาต้าเซ็นเตอร์ 7.3 แสนล้านลงทุนทิพย์