เอกนัฏ เรียกโรงกลั่นถกรีดกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมันทันที พรุ่งนี้ 7 เม.ย. ลั่นเลิกใช้เลขทิพย์กำหนดเพดานค่าการกลั่น
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ได้รายงานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีและที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้มีมติให้ตนในฐานะในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ไปดำเนินการต่อ ซึ่งแนวทางที่ คตร. นำเสนอมีหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเรียกโรงกลั่น หรือใช้อำนาจในฐานะคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน โดยวันพรุ่งนี้ (7 เม.ย.)ตนจะเรียกประชุมทันทีในช่วงเวลา 13.00 น.
เมื่อถามว่า แนวทางที่วางไว้จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงได้หรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า มีสองส่วน คือส่วนที่น้ำมันขึ้นเพราะราคาตลาด และอีกส่วนที่ราคาขึ้นมาเพราะในสถานะปัจจุบันที่เรานำเงินกองทุนไปแบกรับภาระ ซึ่งส่วนนี้ต้องชัดเจน เพราะเป็นการแบกรับภาระให้ราคาน้ำมันให้ถูกลงสำหรับประชาชน ไม่ใช่ไปแบกกำไรของโรงกลั่น เพราะปัจจุบันระบบ บ้านเรามีการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่น
ซึ่งก่อนที่จะนำเข้าระบบราคาไปอ้างอิงตลาดที่สิงคโปร์ เราเห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีความผันผวนแปรปรวน ราคาน้ำมันสำเร็จที่สิงคโปร์เพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ แพงมากกว่าเรทราคาน้ำมันดิบที่ขึ้น จึงทำให้ตัวเลขที่เราเรียกว่าค่าการกลั่นสูงขึ้น เพราะในส่วนราคาอ้างอิงสิงคโปร์จะมีราคาต้นทุนน้ำมันดิบ และค่าการกลั่นจึงเห็นตัวเลขพุ่งสูงขึ้น ซึ่งในคตร.ตนเข้าใจว่าได้มีการหารือและมีการแจ้งว่าพุ่งสูงขึ้นผิดปกติจริงๆ
นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า ในเดือนมีนาคมที่ตัวเลขจริง ลงกันจะมาอ้างว่าไม่ใช่แค่น้ำมันที่แพงขึ้นแต่น้ำมันดิบ มีของพรีเมี่ยม ขึ้นเรื่องการประกันและขนส่งที่แพงขึ้น วันนี้ต้นเดือนเมษายนเราได้เรียกต้นทุนจากทุกลงมาแล้ว ซึ่งต้องนำมาดูว่าเมื่อหักลบกบหนี้เสร็จแล้ว ตัวกำไรที่เกิดจากค่าการกลั่นมีมากผิดปกติหรือไม่ ถ้ามากผิดปกติก็ทำได้สองแนว
คือ1. ให้เอากำไรหรือผลประโยชน์ส่วนเกินคืนกลับมาจะรูปแบบใดก็แล้วแต่ ซึ่งตนยืนยันว่ามันมีวิธีไม่ใช่เรื่องของการบริจาคอย่างเดียว และ 2. คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานก็สามารถใช้อำนาจในการนำพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) ไปกดราคาหน้าโรงกลั่นได้เลยซึ่งอย่างน้อยที่สุดตอนนี้ก็มี2วิธี
“ในวันพรุ่งนี้ผมจะเข้ากระทรวงและจะดำเนินการตามมติครม.วันนี้ โดยการเรียกโรงกลั่นเข้ามาคุย และในช่วงบ่ายจะเรียกประชุม คณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.)ทันที”
เมื่อถามว่า จะมีการการตั้งค่าการกลั่นหรือไม่ว่าควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ นายเอกนัฎ กล่าวว่า เราต้องมาดูซึ่งปัจจุบันตัวเลขที่ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานกระทรวงพลังงาน (สนพ.) เป็นค่าการกลั่นใน สถานการณ์ปกติ เมื่อสถานการณ์ผิดปกติก็สูงขึ้น ส่วนที่สูงขึ้นก็เนื่องมาจากวัตถุดิบ พรีเมี่ยมหรือจะเป็นค่าประกันที่แพงขึ้น เราอาจจะอนุญาตให้นำมาหักกบลบหนี้ได้ อย่างไรก็ตามดูแล้วก็แพงขึ้นผิดปกติ ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องเอาคืนกลับมากลับมา
เมื่อถามว่า ที่บอกว่าแพงขึ้นผิดปกติคือตัวเลขที่ นายเอกนัฎ กล่าวว่า ตนขอให้ตัวเลขแบบนี้ ว่าค่าการกลั่นในสถานการณ์ปกติอยู่ที่ 2 บาทกว่า ซึ่งจะเห็นในช่วง4-5ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 2 บาทไม่เกิน 3 บาท แต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ 7 บาท มาเดือนเมษายนผ่านมาเพียง6 วันค่ากันกลั่น พุ่งไปประมาณ 16 – 17 บาทซึ่งถือว่าผิดปกติ
เมื่อถามว่า ราคาน้ำมันคืนนี้จะมีการปรับขึ้นอีกหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า เป็นการถามผิด เพราะเราชอบไปดูแต่ราคาน้ำมันดิบ สิ่งที่เป็นปัญหาวันนี้คือราคาที่หน้าโรงกลั่นที่ไม่ได้อ้างอิงราคาน้ำมันดิบ แต่อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งส่วนนี้เป็นตัวเลขที่เป็นปัญหา และอีกส่วนคือราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นประมาณ 70 เหรียญ ไปจนถึง 100 เหรียญ แต่ราคาน้ำมันสำเร็จเช่น ดีเซล ราคาเพิ่มขึ้นจากราคา 100 กว่าเหรียญ ไปจนถึง 300 กว่าเหรียญ เป็นการเพิ่มขึ้นที่สูงมาก
แต่ประเทศไทยนั้นมีโรงกลั่นเราไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบแต่เราซื้อน้ำมันสำเร็จมากลั่น ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้โรงกลั่นต้องช่วยกัน ไม่ใช่อาศัยสถานการณ์ความแปรปรวนทำให้น้ำมันสำเร็จที่มีน้อยและผลิตออกมาน้อย ซึ่งโรงกลั่นในประเทศมี 6 โรง กลับมาบีบให้ตนไทยต้องใช้น้ำมันในราคาแพง หรือหากวันนี้น้ำมันไม่แพงก็เพราะกองทุนน้ำมันมาชดเชย ซึ่งก็ยังเป็นภาระกับผู้ใช้น้ำมันอยู่ดี
ดังนั้นควรมาอยู่ในสถานะที่แฟร์ ซึ่งการที่โรงกลั่นอยู่ในประเทศไทยได้ถือว่าเป็นสิทธิประโยชน์ส่วนหนึ่งในเวลาวิกฤต ก็ควรจะมาช่วยกันซึ่งตนขอให้โอกาสเขาก่อนและยืนยันว่า กบง.มีอำนาจแน่นอน ทั้งมีคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรีที่ให้อำนาจ กบง.กำหนดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นกันได้ รวมไปถึงกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งวันนี้สามารถนำตัวเลขทุกอย่างมาพูดคุยกันได้ และนายกรัฐมนตรีได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ในการเรียกข้อมูลทั้งหมดดังนั้นของจริงที่เกิดขึ้นควรที่จะนำมาพูดคุยกันว่าเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ราคาน้ำมันจะมีการปรับลดลงหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตามสิ่งที่ตนได้บอกว่าเราต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ สิ่งที่เกิดขึ้นตามราคาตลาดเนื่องจากมีการสู้รบกันอยู่ ซึ่งไม่รู้ว่าจะยุติเมื่อไหร่ และอีกส่วนคือ กลไกการกำหนดราคาในประเทศไทยว่าสมควรหรือไม่ ซึ่งเรามีอำนาจในการกำหนด หากกลไกถูกบิดเบือนซึ่งหากไปให้กำไรกับโรงกลั่นมากเกินไป ซึ่งจะเป็นภาระกับกองทุนน้ำมันและประชาชนต้องมีการเรียกเก็บคืนมา และมีการลดราคาหน้าโรงกลั่นและปั๊มน้ำมันลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ในวันพรุ่งนี้ตนจะทำทันที
ส่วนมีตัวเลขในใจว่าจะกดราคาน้ำมันลงเท่าไหร่นั้น นายเอกนัฏ กล่าวว่า ต้องเอาตัวเลขจริงที่เกิดขึ้น ประเทศไทยต้องเลิกใช้ตัวเลขทิพย์หรือตัวเลขในจินตนาการ เพราะวันนี้สถานการณ์ไม่ปกติ
เมื่อถามว่า ที่มีข้อเสนอจากนักวิชาการบางส่วนว่าค่าการกลั่นเพดานไม่ควรเกิน 3 บาทต่อลิตรนั้น นายเอกนัฏ กล่าวว่า เขาพูดถูกในเวลาปกติค่าการกลั่น ไม่ควรเกิน 3 บาทต่อลิตร และในเวลาไม่ปกติตัวเลขที่ออกมา ต้องมีการนำมาเปรียบเทียบว่าควรเป็นเท่าไหร่ พร้อมระบุว่าคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็ววันนี้ และตนในฐานะประธาน กบง. มีอำนาจในการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่น หากเห็นว่ามีราคาที่สูงเกินและมีกำไรที่ไม่ควรได้ แต่วันนี้ยังให้โอกาสตามมติของคณะรัฐมนตรีที่เกิดขึ้น ในการนำตัวเลขจริงมาเปิดเผย ซึ่งเปิดโอกาสให้โรงกลั่นเข้ามาว่าจะช่วยกันได้อย่างไรบ้าง
อ่านข่าวต้นฉบับ: เอกนัฏ คุยโรงกลั่นถกรีดกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมัน 7 เม.ย. ลั่นเลิกใช้เลขทิพย์