คอลัมน์ : สัมภาษณ์
ในจังหวะที่ราคาทองคำอยู่ในช่วงขาขึ้น แน่นอนว่า “อัครา” ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจเหมืองทองคำรายเดียวของประเทศไทย จะได้รับอานิสงส์ในส่วนของรายได้ที่น่าจะปรับเพิ่มขึ้นตามราคาทอง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องควักประเป๋าจ่าย “ค่าภาคหลวง” ในมูลค่าที่สูงเช่นกัน
“นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ” ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่รัฐและท้องถิ่นนับตั้งแต่กลับมาเปิดดำเนินการในเดือนมีนาคม 2566 จนถึงมีนาคม 2569 ตลอด 3 ปี ได้ชำระค่าภาคหลวงแร่และเงินบำรุงพิเศษ รวมแล้วประมาณ 3,200 ล้านบาท ส่งผลให้แร่ทองคำติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเภทแร่ที่สร้างรายได้สูงสุดให้แก่ประเทศ
ปี 2566 ขณะที่ราคาทองคำเฉลี่ยอยู่ที่ 2,166 บาท/กรัม เราจ่ายค่าภาคหลวงเฉลี่ยที่ 277 บาท/กรัม แต่ล่าสุดในช่วงต้นปี 2569 เมื่อราคาทองคำดีดตัวสูงขึ้นเฉลี่ยที่ 4,896 บาท/กรัม ค่าภาคหลวงที่เราต้องนำส่งเพิ่มขึ้นสูงถึง 814 บาท/กรัม หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างภาษีแบบก้าวหน้าช่วยให้ประเทศได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้นในช่วงภาวะราคาทองคำขาขึ้น โดยเม็ดเงินเหล่านี้กว่า 50% ได้ถูกจัดสรรสู่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในพื้นที่โดยตรง เพื่อนำไปพัฒนาชุมชนรอบเหมือง
นอกจากนี้ ยังมีการส่งเงินเข้ากองทุนต่าง ๆ ตามที่ภาครัฐกำหนดอีก 21% ของค่าภาคหลวงแร่ รวมแล้วกว่า 600 ล้านบาท ซึ่งมีหลักเกณฑ์การใช้เงินกองทุนที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน รวมแล้วเราจ่ายค่าภาคหลวงและเงินบำรุงพิเศษไปถึง 3,194,613,098 บาท
กองทุนที่เราต้องดูแลหลัก ๆ และมีความสำคัญกับชุมชนคือ กองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่ ซึ่งเป็นไปตามกรอบนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ทองคำของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม
ซึ่งในปีงบประมาณ 2568 กองทุนได้อนุมัติโครงการพัฒนาชุมชนจำนวน 42 โครงการ เป็นงบประมาณ 17 ล้านบาท จากงบประมาณที่เราสนับสนุนเข้ากองทุนตลอดทั้งปีจำนวน 77 ล้านบาท ตั้งแต่เรากลับมาดำเนินการในปี 2566 จนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2569 เราได้นำส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่ รวมแล้ว 181 ล้านบาท
ล่าสุดที่ประชุมกองทุนเมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบให้เพิ่มการจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาชุมชน โดยกำหนดวงเงินสนับสนุนให้แต่ละหมู่บ้านเพิ่มขึ้น 150% ต่อปี เป็นหมู่บ้านละ 1.2 ล้านบาท พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่แห่งละ 500,000 บาทต่อปี และสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ องค์การบริหารส่วนตำบล 6 แห่ง แห่งละ 5 ล้านบาทต่อปี
เราอยากเห็นรัฐบาลมีเสถียรภาพ เพราะมันคือกุญแจสำคัญในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจบนพื้นฐานทรัพยากรในประเทศที่ปฏิบัติได้จริง เรารู้ดีว่าอุปสรรคสำคัญของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันคือกฎระเบียบที่สลับซับซ้อน และความล้าสมัยของกฎหมายหลายฉบับที่มีเนื้อหาขัดแย้งกัน จนกลายเป็นข้อจำกัดในการปฏิบัติงาน ขณะที่ตัวเราเองทุกวันนี้บทบาทของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในฐานะ “อุตสาหกรรมต้นน้ำ”
เราไม่ใช่แค่สร้างรายได้ให้กับตัวเราเอง แต่เรายังจ้างงานคนในพื้นที่ กระจายรายได้ลงไปที่ท้องถิ่น เราสร้างระบบเศรษฐกิจผ่านทางชุมชน ทั้งเกิดร้านค้า เกิดโรงแรม เรามีสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน มันส่งผลบวกต่อเนื่องไปยังภาคสินค้าและบริการอื่น ๆ อีกกว่า 3-4 ระลอก เป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาปากท้องให้แก่ประชาชนแบบยั่งยืน ดังนั้น ขอให้อะไรที่เป็นอุปสรรค รัฐก็ต้องช่วยแก้ ช่วยปรับ และสนับสนุนไปพร้อมกัน
ตอนช่วงที่โลกตื่นตัวเรื่อง “แร่หายาก” หรือ Rare Earth ในฐานะที่ผมเป็นนักธรณีวิทยา ผมอยากให้รัฐบาลมองเรื่องนี้ว่ามันสำคัญเช่นกัน เพราะในประเทศไทยถือเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ที่มีมูลค่าสูงและจำเป็นอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะการพบแร่กลุ่มนี้ตามแนวเทือกเขาภาคตะวันตกที่มักเกิดร่วมกับแร่ดีบุกและวุลแฟรมในลักษณะที่เรียกว่าเพื่อนแร่
ซึ่งการสำรวจไม่ใช่เพียงการค้นหาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เท่านั้น แต่มันคือโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง ปัจจุบันเรายังขาดข้อมูลการสำรวจอย่างเป็นระบบ
ดังนั้น การที่ภาครัฐมีวิสัยทัศน์ผลักดันให้เกิดความร่วมมือเพื่อรวบรวมข้อมูลทรัพยากรยุทธศาสตร์เหล่านี้ จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลที่แม่นยำ และที่สำคัญที่สุดคือการเป็นเจ้าขององค์ความรู้ในการบริหารจัดการทรัพยากรของตัวเองได้
สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า เรายังคงมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุมัติล่าสุด โดยเป็นการดำเนินงานในพื้นที่เดิม แต่ขยายขนาดบ่อเหมืองและเพิ่มระดับความลึก เพื่อใช้ทรัพยากรให้เต็มศักยภาพ ควบคู่ไปกับการสำรวจเพิ่มเติมในพื้นที่ศักยภาพใหม่ที่เพิ่งค้นพบ ก็คือพื้นที่ที่เราได้อาชญาบัตรประมาณ 400,000 ไร่ก่อนหน้านี้ แล้วเราคืนพื้นที่ไปจนเหลือประมาณ 100,000 ไร่ เราก็สำรวจเพิ่มเติมในบริเวณนี้
ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาสำรวจและประเมินผลอีก 3-5 ปี เพื่อยืนยันปริมาณแร่ในเชิงพาณิชย์ การผลิตปีงบประมาณ 2569 จึงคาดการณ์ว่าแร่ทองจะไปแตะที่ 85,000-95,000 ออนซ์ จากผลการผลิตปีงบประมาณ 2568 (กรกฎาคม 2567-มิถุนายน 2568) เราเห็นการผลิตแร่ทองได้ประมาณ 75,000 ออนซ์ และแร่เงิน 625,000 ออนซ์
ขณะเดียวกัน เราต้องไม่ลืมงานด้านชุมชนสัมพันธ์ จากที่เราทุ่มเทอย่างขะมักเขม้นตลอดเวลาที่ผ่านมา ตอนนี้พี่น้องในชุมชนรอบพื้นที่เหมืองมีความเข้าใจและเชื่อมั่นในมาตรฐานการดำเนินงานของเรามากขึ้น เพื่อเป็นการขอบคุณ ภายในปลายปี 2569 นี้ เราเตรียมเปิดตัวสวนสุขภาพและลานกิจกรรมชุมชนอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะเป็นพื้นที่สาธารณะครบวงจร ซึ่งจะมีทั้งสนามฟุตบอล สนามแบดมินตัน สนามเปตอง สนามเด็กเล่น และลู่จ็อกกิ้ง เพื่อให้พนักงานและประชาชนในพื้นที่ได้เข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกัน
ในส่วนของงานกิจกรรมอื่น ๆ เรายังเตรียมจัดประกวดดนตรีเยาวชนรอบพื้นที่เหมือง เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพและสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ด้วยกัน ก่อนกลับมาเปิดดำเนินการเมื่อเดือนมีนาคม 2566 เราได้ทุ่มงบฯกว่า 3,250 ล้านบาท ในการยกเครื่องซ่อมบำรุงโรงประกอบโลหกรรมและอุปกรณ์เหมืองแร่ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดในการกลับมาเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบ และได้มีการลงทุนพัฒนาเครื่องจักรทำเหมืองแร่อีกกว่า 1,560 ล้านบาท
จากกรณีที่ศาลแพ่งได้นัดฟังคำพิพากษาคดีที่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งยื่นฟ้องอัครา โดยกล่าวอ้างว่าการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนนั้น จนเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ศาลได้มีคำพิพากษาให้เราชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ และฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน เราเห็นว่ามีความขัดกันกับผลของคำพิพากษาอย่างมีนัยสำคัญ จึงยื่นอุทธรณ์เพื่อให้มีการพิจารณาพยานหลักฐานของบริษัทอย่างครบถ้วนยิ่งขึ้น
คดีนี้ดำเนินกระบวนพิจารณาและพิสูจน์ข้อเท็จจริงมาเกือบสิบปี นับตั้งแต่ปี 2559 ขอยืนยันว่า ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีของการดำเนินกิจการ อัคราได้ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรการที่เกี่ยวข้องที่หน่วยงานภาครัฐกำหนดอย่างเคร่งครัด รวมถึงการดำเนินงานตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) มาโดยตลอด ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบและบริหารจัดการบ่อกักเก็บหางแร่ตามมาตรฐานสากล การควบคุมและบำบัดสารที่ใช้ในกระบวนการผลิต
การตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมทั้งในดิน น้ำ และอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อมูลและหลักฐานทางวิชาการรองรับอย่างชัดเจน และยังได้รับการตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐและสถาบันที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ เหมืองแร่ทองคำชาตรีถือเป็นหนึ่งในเหมืองที่ได้รับการกำกับดูแลและตรวจสอบอย่างเข้มงวดที่สุด
เรายังร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่จัดทำระบบเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนรอบเหมือง โดยมีการตรวจสุขภาพประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตรเป็นประจำทุกปี และส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานสาธารณสุขในระดับต่าง ๆ เพื่อใช้ติดตามและดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านสุขภาพของชุมชน ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีเหตุอันสงสัยว่า การประกอบการได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนแต่อย่างใด
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘อัครา’ โหมขุดทอง 1 แสนไร่ เร่ง CSR สร้างสัมพันธ์ชุมชนรอบเหมือง