อุณหภูมิที่ว่าร้อนยังไม่เท่ากระทรวงการคลังที่ช่วงนี้ “ร้อนดั่งไฟเออร์” ยิ่งเข้าสู่เดือนเมษายนก็ยิ่งระอุ ยิ่งรัฐบาลใหม่กำลังมีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศก็ยิ่งใกล้จุดเดือดหนักเข้าไปอีก
จะเห็นได้ว่ามีกระแสการ “เขย่าเก้าอี้” กันมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เดือนแห่งความรักเดือนกุมภาพันธ์ มาจนกระทั่งถึงเดือนมีนาคม ข่าวลือสะพัดจนสื่อรุ่นใหญ่ออกมาแฉว่ามี “ปลัดฉาว” วิ่งเต้นขอมานั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงการคลังแทนที่ “ลวรณ แสงสนิท” ที่เหลืออายุราชการอีกปีกว่า หรือจะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือน ก.ย. 2570 ซึ่งสื่อรุ่นใหญ่รายงานว่า “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ต้องออกหน้าเคลียร์
แต่ก็มีอีกกระแสที่บอกว่า มีคนอื่นที่ช่วยเคลียร์ด้วย ซึ่งเป็นอดีตปลัดกระทรวงที่ยังคงมีบทบาทสูง โดยเฉพาะการวางตัว แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในสังกัดกระทรวงการคลัง จริงเท็จแค่ไหนคงมีแค่ผู้ที่อยู่ “ในวง/วงใน” เท่านั้นที่รู้ดี
ข่าวเก้าอี้ปลัดร้อนฉ่าได้ไม่นาน ก็มีข่าวที่ร้อนไม่แพ้กันเกิดขึ้นช่วงกลางเดือนมีนาคมว่า “ข้าราชการระดับอธิบดีคนหนึ่ง” ยื่นใบลาออก จนเจ้าหน้าที่คนในกระทรวงตามหากันให้ควั่กว่าเป็นใคร
แล้วสุดท้ายก็มาเฉลยว่า ข้าราชการระดับอธิบดีที่ยื่นใบลาออกคนดังกล่าวก็คือ “กุลยา ตันติเตมิท” อธิบดีกรมสรรพากร ผู้ที่ (เคย) ได้รับการคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นเป็น “ปลัดหญิงคนแรก” ของกระทรวงการคลัง
ถามว่า แล้วทำไมผู้ที่ (เคย) ได้รับการคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นเป็น “ปลัดหญิงคนแรก” ถึงจะต้องยื่นลาออก ทั้ง ๆ ที่ยังคงอยู่ในเส้นทาง ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้ที่มีโปรไฟล์สวยหรู ทั้งดีกรีการศึกษา ที่จบปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง เศรษฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (MA Economics) Boston University สหรัฐอเมริกา และปริญญาโท-เอก International Economics and Finance, Brandeis University สหรัฐอเมริกา
ขณะที่ประสบการณ์การทำงานก็ไม่ธรรมดา ทั้งเคยไปดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) และนั่งเก้าอี้อธิบดีมาแล้วหลายกรม ไม่ว่าจะผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ซึ่งเทียบเท่าอธิบดี อธิบดีกรมบัญชีกลาง อธิบดีกรมสรรพากร (อธิบดีหญิงคนแรกของกรม) อธิบดีกรมสรรพสามิต รวมถึงอธิบดีกรมศุลกากร
มีอยู่ไม่กี่เหตุผลในการยื่นใบลาออก แต่ก็เป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักอย่างมาก สำหรับคนที่มีโปรไฟล์ระดับนี้ นั่นก็คือเส้นทางที่เคยถูกปูไว้ ไม่ได้ราบรื่นอีกต่อไป เนื่องจากสายลม (การเมือง) เปลี่ยนทิศ ขั้วอำนาจที่เปลี่ยนไป
กระแสลมที่เปลี่ยนทิศ ย่อมทำให้คนที่เคยอยู่ใกล้ศูนย์กลางหรือเข้าถึงศูนย์กลางอำนาจได้ อาจจะถูกพัดให้ไกลออกไป ส่วนผู้ที่เคยอยู่ไกลวงโคจรอำนาจก็อาจจะขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น
“ถ้ามีโอกาสแล้วต้องรีบคว้า” นี่เป็นสิ่งที่ข้าราชการยุคปัจจุบันคิดกัน
เพราะแทบไม่มีใครคิดถึงระดับความอาวุโสเหมือนยุคเก่าอีกแล้ว แต่ทุกคนคาดหวังลม (การเมือง) เปลี่ยนทิศกันแทบทั้งสิ้น ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วในห้วงเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา
ตอนนี้มีคนชี้เป้าให้จับตา “สวนกุหลาบคอนเน็กชั่น” กำลังเป็นที่กล่าวถึงอย่างมาก รวมถึง “คนจากหน่วยงานอื่น” ที่อาจจะข้ามห้วยมาชิงเก้าอี้ปลัดกระทรวงการคลัง เพราะเป็นผู้ที่นายกรัฐมนตรี “มองตาแล้วรู้ใจ” จริงเท็จแค่ไหน ก็คงต้องติดตามกันต่อไป เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้หมด เมื่อสายลม (การเมือง) เปลี่ยนทิศ
และการเขย่าเก้าอี้ก็คงยังมีอีกหลายยกอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังเป็นกระทรวงเบอร์หนึ่งด้านเศรษฐกิจ เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงยามที่ประเทศชาติกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตราคาพลังงานที่ถีบตัวขึ้นสูงต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางระหว่าง “อิสราเอล” ที่ร่วมมือกับ “สหรัฐ” โจมตี “อิหร่าน” ซึ่งสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คาดกันไว้ตอนต้น ทำให้ผลกระทบรุนแรงมากขึ้น ทำให้ “การคลัง” ของประเทศ “เสี่ยง” มากยิ่งขึ้น
ดังนั้น การมีมืออาชีพที่มีความรู้ ความเข้าใจการบริหารการคลัง บริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค รวมทั้งการดำเนินงาน ดำเนินนโยบายอย่างสอดประสานกัน ย่อมมีความจำเป็น ซึ่งการจะขยับปรับเปลี่ยนอะไร ก็คงต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ด้วย
อ่านข่าวต้นฉบับ: จากเขย่าเก้าอี้ปลัดคลัง ถึงอธิบดีสรรพากรลาออก ลม (การเมือง) เปลี่ยนทิศ ?