อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน หลังซัพพลายวัตถุดิบจากตะวันออกกลางสะดุดจากสงคราม ส่งผลให้เม็ดพลาสติกและสารตั้งต้นติดค้างในระบบจำนวนมาก ขณะที่การนำเข้าได้เพียงบางส่วน
สถานการณ์ดังกล่าวดันราคาปิโตรเคมีโลกปรับขึ้นต่อเนื่อง ซ้ำเติมต้นทุนภาคการผลิตในประเทศที่ยังเปราะบาง แม้ผู้ผลิตรายใหญ่ยังพยุงระบบได้จากสต๊อกที่มีอยู่ แต่รองรับได้เพียง 2-3 เดือน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของซัพพลายใหม่ แต่ความเสี่ยงเริ่มกระจายไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำ ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค
โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่แค่ต้นทุน แต่คือการรักษา “ฐานอุตสาหกรรม” ไทยไม่ให้เสียสมดุลในระยะยาว
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์ปิโตรเคมีโลกในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เผชิญภาวะล้นตลาด (Oversupply) อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาสินค้าถูกกดลงจากการแข่งขันและการระบายสินค้า โดยเฉพาะจากจีนและตะวันออกกลาง ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากหันไปเลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งที่มีต้นทุนต่ำเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าราคาถูกในระยะยาว อาจบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีภายในประเทศ และเสี่ยงทำให้ฐานการผลิตไทยอ่อนแอลง ซึ่งมีกรณีศึกษาของหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ สะท้อนภาพชัดว่า เมื่ออุตสาหกรรมในประเทศไม่สามารถแข่งขันได้จากแรงกดดันด้านราคา สุดท้ายโรงงานทยอยปิดตัว ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าเกือบทั้งหมด
“พลาสติก” ถือเป็นวัตถุดิบต้นน้ำที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานเกือบทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์อาหาร อุปกรณ์การแพทย์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ไปจนถึงอิเล็กทรอนิกส์ หากเกิดการขาดแคลนจะกระทบเป็นลูกโซ่ในวงกว้าง
ภาคเอกชนจึงเสนอให้ทุกฝ่ายร่วมกันพยุง Ecosystem ภายในประเทศ ไม่ใช่มุ่งเน้นเพียงต้นทุนราคาถูกระยะสั้น แต่ต้องรักษาฐานการผลิตเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต
นายศรัณย์ ศรีมาโนชญ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์ โพลิเมอร์ อินเตอร์ จำกัด (Grand Polymers Inter Co., Ltd.) กล่าวว่า สถานการณ์ปิโตรเคมีปัจจุบันมีความตึงตัวหนัก หลังสงครามตะวันออกกลางกระทบเส้นทางขนส่ง ทำให้สินค้าที่ไทยสั่งนำเข้ายังติดค้างในระบบจำนวนมาก
โดยล่าสุดพบว่าสามารถนำเข้าได้เพียง 35% ขณะที่อีกกว่า 35% ยังตกค้างอยู่ในกาตาร์ และอีกส่วนหนึ่งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมปริมาณไม่น้อยกว่า 350,000 ตัน แม้สินค้าบางส่วนจะโหลดขึ้นเรือก่อนเกิดเหตุ แต่ไม่สามารถขนส่งออกมาได้
“เรือขนส่งวัตถุดิบสำคัญของภาคปิโตรเคมี โดยเฉพาะของ SCG ยังถูกระบบ GPS ระบุพิกัดว่าอยู่ในพื้นที่เดิม ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ขณะที่วัตถุดิบดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นก๊าซและสารตั้งต้นที่ใช้ผลิตเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมต่อเนื่องจำนวนมาก”
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมพลาสติกของไทยมูลค่ารวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 14.4% ของ GDP ประเทศ จากฐาน GDP ประมาณ 19 ล้านล้านบาท และมีโรงงานแปรรูปที่ยังดำเนินกิจการอยู่กว่า 3,300 แห่ง ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การขาดแคลนวัตถุดิบจึงมีแนวโน้มกระทบเป็นวงกว้าง ซึ่งผลกระทบเริ่มชัดเจนในภาคการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภค ที่พึ่งพาเม็ดพลาสติกเป็นวัตถุดิบหลัก ขณะที่ต้นทุนมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น จากทั้งราคาวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ผันผวน
ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตเริ่มจัดลำดับการจัดสรรสินค้า โดยให้ความสำคัญกับลูกค้ารายใหญ่ (กลุ่ม A) ที่มีคำสั่งซื้อสม่ำเสมอ สามารถรักษาสต๊อกได้ 2-3 เดือน ขณะที่กลุ่มธุรกิจขนาดกลาง (กลุ่ม B) เริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านสต๊อกและเงินทุน
ส่วนกลุ่ม SMEs (กลุ่ม C) ถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด จากข้อจำกัดทั้งเงินทุน พื้นที่จัดเก็บ และกระแสเงินสด ทำให้มีความเสี่ยงขาดแคลนวัตถุดิบในระยะสั้น และอาจต้องหยุดการผลิตบางส่วน ดังนั้น ผู้ประกอบการบางรายที่ออกมาร้องเรียนว่าไม่ได้รับการดูแลนั้น เดิมพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยจึงหันกลับมาหาซัพพลายในประเทศ ทำให้การจัดสรรสินค้าในช่วงวิกฤตมีข้อจำกัด
ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ มีความเสี่ยงที่การขาดแคลนเม็ดพลาสติกจะลุกลามเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง กระทบห่วงโซ่อุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ และซ้ำเติมต้นทุนภาคการผลิตในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง
นายศรัณย์ระบุอีกว่า สถานการณ์อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยตอนนี้กำลังเข้าสู่จุดเปราะบาง ซัพพลายวัตถุดิบจากตะวันออกกลางสะดุด ส่งผลให้ทั้งระบบ “ตึงตัว” แม้ผู้ประกอบการยืนยันตรงกันว่า ยังไม่ถึงขั้นขาดแคลน แต่ระดับสต๊อกที่มีอยู่รองรับได้เพียง 2-3 เดือนเท่านั้น
ปัจจุบันผู้ผลิตรายใหญ่ยังสามารถประคองสถานการณ์ได้ เนื่องจากมีการบริหารสต๊อกล่วงหน้า แต่ผู้ประกอบการรายเล็กเริ่มเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและการเข้าถึงวัตถุดิบมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มปลายน้ำ เช่น พลาสติกและเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะที่ด้านราคา ตลาดปิโตรเคมีโลกปรับตัวขึ้นอย่างชัดเจน โดยราคาส่งออกเฉลี่ยเดิมอยู่ที่ประมาณ 1,700 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่ปัจจุบันราคาขยับขึ้นไปอยู่ในช่วง 1,900-2,000 เหรียญต่อตันในหลายตลาดสำคัญ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยมานานกว่า 40-50 ปี และมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมต่อเนื่องจำนวนมาก ในฝั่งต้นน้ำ ปัญหาหลักยังอยู่ที่การขาดแคลนวัตถุดิบจากแหล่งเดิม โดยเฉพาะแหล่งในอ่าวไทย ซึ่งปกติคิดเป็นสัดส่วน 20-25% ของการจัดหาทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถส่งมอบได้ตามปกติ
วิกฤตครั้งนี้สะท้อนโจทย์เชิงโครงสร้างของไทยในการรักษาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในประเทศ หากภาคอุตสาหกรรมหันไปพึ่งพาการนำเข้าราคาถูกเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ผู้ผลิตในประเทศอ่อนแอลงในระยะยาว และเสี่ยงสูญเสียฐานการผลิตสำคัญของประเทศ
และจากปัญหาที่เกิดขึ้น รัฐบาลไทยจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญการใช้พลังงาน โดยมุ่งล็อก 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ ไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม และภาคขนส่ง ขณะที่ภาคปิโตรเคมีถูกลดความสำคัญลง เนื่องจากต้องจัดสรรก๊าซไปสนับสนุนภาคจำเป็นก่อน
อย่างไรก็ดี เพื่อให้อุตสาหกรรมเดินหน้าไปได้ ผู้ประกอบการอยู่รอดและไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ภาครัฐจำเป็นจะต้องมีมาตรการเข้ามาช่วยเหลือ ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างประหยัด อุดหนุนค่าจ้างบางส่วนให้กับเอสเอ็มอี โดยเฉพาะในกลุ่มพลาสติก เพื่อให้ผ่านวิกฤตนี้ พร้อมทั้งสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี ซึ่งรัฐต้องเร่งออกมาตรการเชิกรุกและรวดเร็ว เพื่อให้ไทยสามารถผ่านพ้นปัญหานี้ให้ได้
อ่านข่าวต้นฉบับ: อุตฯปิโตรเคมีใกล้วิกฤต ซัพพลายสะดุด-โดมิโนเอฟเฟ็กต์