ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยเดือนมีนาคม 2569 SET Index ปรับลง 5.24% จากแรงกดดันตะวันออกกลางและราคาพลังงานพุ่ง แต่ผันผวนน้อยกว่าภูมิภาค บวก 15% จากสิ้นปี 2568 วอลุ่มพุ่ง 7.5 หมื่นล้านต่อวัน มองเงินต่างชาติยังไม่เข้าเต็มที่ จับตานโยบายรัฐ-โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่หนุนระยะยาว
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค โดยลดลงประมาณ 5% ปัจจัยสำคัญมาจากโครงสร้างตลาดที่ไม่ได้พึ่งพาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหรือ AI ในสัดส่วนสูงเหมือนบางประเทศ
“ประเทศที่มีหุ้นกลุ่ม AI หรือเทคโนโลยีสูงมาก ๆ ก่อนหน้านี้ปรับขึ้นไปเยอะแล้ว พอมีแรงขายก็ลงแรง แต่ของไทยเราไม่ได้มีโครงสร้างแบบนั้น ทำให้การปรับตัวลงไม่ได้แรงเท่าตลาดอื่น” นายศรพลกล่าว
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยหนุนจากสตอรี่ของประเทศ ทั้งแนวโน้มนโยบายภาครัฐที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น และภาพของการเป็นตลาดที่มีลักษณะ defensive ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน ขณะที่อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยของตลาดอยู่ราว 4% ซึ่งถือว่าน่าสนใจเมื่อเทียบกับภูมิภาค
ในส่วนของปัจจัยภายในประเทศ มองว่านโยบายภาครัฐจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะนโยบายที่มีลักษณะเป็นโครงการระยะยาว สามารถสร้างจุดแข็งและจุดขายใหม่ให้กับประเทศในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า วิกฤตพลังงานครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะด้านพลังงานสะอาดและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ซึ่งจะเป็นโอกาสในระยะยาว
นอกจากนี้ มาตรการสำคัญที่จะช่วยหนุนตลาดทุนระยะยาว ได้แก่ โครงการส่งเสริมการออมระยะยาว (Thailand Individual Saving Account: TISA) ที่จะมาแทนกองทุน LTF โดยมีลักษณะเป็นเงินออมถาวร (permanent flow) และเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกลงทุนได้หลากหลาย ทั้งกองทุนรวม พันธบัตร และหุ้นรายตัว พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี
นายศรพลกล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงที่โลกเผชิญความไม่แน่นอน ไทยยังมีจุดแข็งในฐานะ “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับการลงทุน โดยเฉพาะในมิติของการย้ายฐานการผลิตและการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ใหม่ ทั้งนี้ มองว่าช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงสำคัญที่ต้องติดตามผลกระทบจากราคาน้ำมันและปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิด แต่หากสามารถผ่านช่วงความผันผวนนี้ไปได้ เศรษฐกิจและตลาดทุนไทยยังมีโอกาสฟื้นตัวในระยะต่อไป
“ถ้าเรารักษาจุดแข็งตรงนี้ได้ ก็จะเป็นโอกาสสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งในด้านการลงทุนและภาคการผลิต” นายศรพลกล่าว
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยในระยะต่อไป จะขึ้นอยู่กับความชัดเจนของนโยบายและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสื่อสารสตอรี่ของประเทศให้นักลงทุนเห็นภาพ ขณะเดียวกัน ปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยปรับลดลงได้ยากขึ้น
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานภาวะตลาดหุ้นไทยเดือนมีนาคม 2569 ว่า ดัชนี SET ปิดที่ 1,448.14 จุด ลดลง 5.24% จากสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ สะท้อนความกังวลของผู้ลงทุนต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ดันราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงในระดับที่น้อยกว่าตลาดหลักในเอเชีย และยังคงเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568
นายศรพล กล่าวว่า แม้ไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีมูลค่านำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิคิดเป็น 6% ของรายได้ประชาชาติ และกว่า 58% มาจากตะวันออกกลาง แต่การปรับตัวของดัชนีได้สะท้อนความเสี่ยงด้านพลังงานไปในระดับหนึ่งแล้ว ทั้งนี้ การประเมินจากประมาณการกำไรในอนาคตของนักวิเคราะห์พบว่า ราคาหลักทรัพย์บางส่วนอาจปรับลดลงมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน แม้ว่าตลาดสินทรัพย์เสี่ยงจะปรับลดลงจากความกังวลด้านพลังงานไปมากแล้วก็ตาม อย่างไรก็ดี ยังมีความไม่แน่นอนที่ต้องติดตาม ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางราคาสินทรัพย์ในระยะถัดไป
ในด้านปัจจัยภายในประเทศ ตลาดได้รับแรงสนับสนุนจากความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพและความคล่องตัวในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ โดยคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบหลักการ 7 มาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีกำหนดแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 9-10 เมษายน 2569
สำหรับภาพรวมการซื้อขาย มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันของ SET และ mai ในเดือนมีนาคมอยู่ที่ 75,322 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 95.69% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่งผลให้ไตรมาส 1/2569 มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวัน 65,109 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% จากปีก่อน
ด้านพฤติกรรมผู้ลงทุน พบว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 39,754 ล้านบาทในเดือนมีนาคม แต่ยังคงซื้อสุทธิสะสม 19,152 ล้านบาทตั้งแต่ต้นปี โดยนักลงทุนต่างชาติยังมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ 53.85% รองลงมาคือผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 32.17% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 7.36% และบริษัทหลักทรัพย์ 6.62%
ในเชิงมูลค่า ตลาดหุ้นไทยมี Forward P/E อยู่ที่ 14.96 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดหุ้นเอเชียที่ 12.67 เท่า ขณะที่ Historical P/E อยู่ที่ 16.40 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 16.36 เท่า ส่วนอัตราเงินปันผลตอบแทนอยู่ที่ 4.25% สูงกว่าค่าเฉลี่ยเอเชียที่ 2.94%
ด้านตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนมีนาคม มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 714,006 สัญญา เพิ่มขึ้น 6.81% จากเดือนก่อน โดยได้รับแรงหนุนจาก SET50 Index Futures และ SET50 Index Options ส่งผลให้ไตรมาสแรกของปี 2569 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรายวัน 613,979 สัญญา เพิ่มขึ้น 47.47% จากปี 2568
อ่านข่าวต้นฉบับ: SET Index มี.ค. 69 ปรับลง 5.24% สงครามตะวันออกกลางกดดัน แต่ยังบวก 15% จากต้นปี
