รมว.กลาโหมแจงสภาครั้งแรก ชี้โลกผันผวน-แบ่งขั้วชัดเจน ความมั่นคงไม่ใช่แค่ภัยคุกคามทางทหาร เตรียมรับมือทุกมิติ ชี้ความมั่นคงที่แท้จริงต้องพัฒนาจัดหาอาวุธเอง ยันเดินหน้าทหารอาสา เป็นกำลังรบ-สถาบันที่สร้างคน ลั่น “เราจะทำทันที รวมเป็นหนึ่ง จึงชนะ”
ในการประชุมร่วมรัฐสภาในวาระแถลงนโยบายรัฐบาล ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม
พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวชี้แจงว่า ขอขอบคุณสมาชิกที่ยกประเด็นทหารและความมั่นคงมาอภิปราย โดยทั้งเรื่องของทหารอาสา และการจัดหายุทโธปกรณ์อุตสาหกรรมภายในประเทศ
โลกปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยความผันผวนไม่แน่นอนแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน ความมั่นคงของชาติคงไม่ได้หมายถึงเพียงการป้องกันประเทศจากภัยคุกคามทหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยของประชาชน เสรีภาพ ภูมิภาค และความสามารถของประเทศ ที่ต้องอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีในเวทีโลก
กระทรวงกลาโหม ในฐานะกระทรวงหลักความมั่นคงของประเทศ จะมีการขับเคลื่อนนโยบาย โดยมีอธิปไตยและความมั่นคงของชาติเป็นที่ตั้ง โดยอาศัยความร่วมมือของประชาชน และการสนับสนุนของทุกภาคส่วนเป็นหลัก
พล.ท.อดุลย์กล่าวอีกว่า ชายแดนของประเทศไม่ใช่เพียงแค่เส้นแบ่งเขตทางภูมิศาสตร์ แต่คือเส้นแห่งอธิปไตย คือแนวหน้าของความมั่นคง รัฐบาลจะมุ่งให้ชายแดนมีความมั่นคง ปลอดภัย ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ทั้งยาเสพติด ธรรมชาติ สแกมเมอร์
ตนมีแนวคิดเรื่องความมั่นคงชายแดน จากที่มีโอกาสอยู่ชายแดนมาตลอดชีวิต ตั้งแต่เด็กจนถึงเกษียณอายุราชการ ซึ่งกำลังพลที่อยู่ชายแดนมีความจำเป็นต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี ตามหน้าที่และความรับผิดชอบ ซึ่งหมายถึงต้องมีน้ำในการอุปโภคบริโภคในการกินอยู่ ต้องมีไฟสว่าง มีทางที่ดี โดยเฉพาะจุดสูงข่มในการส่งกำลังบำรุงหรือการเติมกำลังลำเลียงผู้ป่วยเจ็บ และมีสัญญาณโทรศัพท์
สำหรับความมั่นคงของชาติ ต้องตั้งอยู่บนความพร้อมรบ โดยกระทรวงกลาโหมจะพัฒนาศักยภาพให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับภัยคุกคามในศตวรรษที่ 21 ในมิติของเทคโนโลยี และหลายมิติเพื่อรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ การจัดหายุทโธปกรณ์ จัดดำเนินการภายใต้ความคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ ในลักษณะการพึ่งพาตนเองให้ได้ในระยะยาว
เพราะความมั่นคงที่แท้จริงไม่ใช่การมีอาวุธ แต่ต้องมีความสามารถ และควบคุมศักยภาพเสริมสร้างกำลังรบตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้กระทรวงกลาโหมมีหน่วยงานที่มีภารกิจในเรื่องการวิจัยและพัฒนายุทโธปกรณ์ 2 ประเภทหลัก การแรกคือรูปแบบขององค์กรมหาชนและรัฐวิสาหกิจ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และบริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด และอีกประการคือ หน่วยงานราชการ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร ซึ่งทำหน้าที่คล้ายคลึงกัน เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ที่ผ่านมามียุทโธปกรณ์ภายใต้การดำเนินงานของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ 9 ชนิดที่ประสบความสำเร็จ เช่น ระบบจรวดหลายลำกล้องนำวิถี ส่งมอบให้แก่กองทัพบก เรืออเนกประสงค์เพื่อความมั่นคงทางทะเล ส่งมอบให้แก่กองทัพเรือ หุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิด ส่งมอบให้แก่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และอากาศยานไร้คนขับ
พล.ท.อดุลย์กล่าวต่อว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมามีโอกาสได้ใช้ยุทโธปกรณ์ที่มีการพัฒนาในปี 2554 และทำภารกิจตามที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มีการนำยุทโธปกรณ์ที่ประดิษฐ์แล้วนำไปใช้ในกองกำลังสุรนารี และยืนยันว่าใช้ได้ผล ทั้งนี้โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเทคโนโลยีคือความได้เปรียบ แต่สิ่งสำคัญคือต้องเป็นผู้สร้าง ไม่ใช่เป็นแค่ผู้ใช้ เพื่อที่จะไม่ต้องได้รับผลกระทบ ดังนั้นการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศคือการลงทุนเพื่ออธิปไตย และการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ
ส่วนอีกนโยบายที่สำคัญที่รัฐบาลจะมุ่งพัฒนา กำลังพลสำรอง คือทหารอาสา เราเห็นว่าประสิทธิภาพต้องเกิดจากการอาสา หรือการสมัครใจ ซึ่งเรื่องนี้ขอให้มองเป็นโอกาสสำคัญของชีวิต กองทัพไทยไม่ใช่เพียงแค่กำลังรบ แต่เป็นสถาบันที่สร้างคน รัฐบาลใช้ระบบพัฒนาของทหารอาสาเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี จากระบบที่เคยมองว่าเป็นหน้าที่ และการเสียโอกาส จะยกระดับให้เป็นทหารที่ได้รับโอกาสการพัฒนาทักษะ สร้างอาชีพและสร้างอนาคต
ซึ่งโอกาสที่จะได้รับการฝึกสมรรถภาพร่างกายและระเบียบวินัย ค่าตอบแทนสวัสดิการและเงินสะสม เพิ่มวุฒิการศึกษาและฝึกวิชาชีพที่ต้องการ และโอกาสในการเลือกอาชีพหลังปลดประจำ ทหารอาสาจะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างเสริมความมั่นคงของชาติ และต้นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพของประเทศในระยะยาว
“ผมยืนยันว่าจะตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาเรื่องทหารอาสาอย่างรอบคอบ ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในและนอกกองทัพ กระทรวงกลาโหมพร้อมที่จะรับคำแนะนำ เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นทหารอาชีพ พร้อมทำหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตย รักษาผลประโยชน์ของชาติ ทุกนโยบายด้านความมั่นคงจะยึดอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติเป็นศูนย์กลาง
ความมั่นคงของประเทศไม่ได้เกิดจากอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน ความร่วมมือทุกภาคส่วน และกองทัพมีความพร้อมทุกมิติ ยืนยันว่ากระทรวงกลาโหมจะทำหน้าที่เต็มกำลังเพื่อปกป้องประชาธิปไตยของชาติและดูแลความปลอดภัยของประชาชน ด้วยหลักการที่ว่าเราจะทำทันที รวมเป็นหนึ่ง จึงชนะ” รมว.กลาโหมกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: บิ๊กดุลย์ ลุย ‘ทหารอาสา’ ยกระดับกำลังพล ชี้กองทัพเตรียมรับมือโลกผันผวน