พรรคประชาชนแถลงข้อเสนอต่อมาตรการเยียวยาวิกฤตน้ำมัน ชี้ช่วยเฉพาะหน้าน้อยไป เพิ่มงบใหม่แค่ 3,000 ล้านบาท ยังไม่ครอบคลุมประมง-เม็ดพลาสติก จี้เปิดปริมาณกับราคาปุ๋ยทั่วประเทศ ป้องกันไอ้โม่งปุ๋ยหากิน ถ้าจะโอนงบขอให้ออก พ.ร.บ. ผ่านสภา เพื่อความโปร่งใส
ที่อาคารอนาคตใหม่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน และ นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบายพรรคประชาชน ร่วมแถลงข้อเสนอของพรรคประชาชนต่อมาตรการเยียวยาเพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากราคาพลังงานที่แพงขึ้น ภายหลังคณะรัฐมนตรีประชุมนัดพิเศษหลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
โดยนายวีระยุทธ ระบุว่ามาตรการเพื่อบรรเทาสถานการณ์ความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชนจากวิกฤตการณ์น้ำมัน เป็นสิ่งที่ประชาชนรอมานานและคาดหวังมาหลายสัปดาห์แล้ว ถึงแม้มติที่ออกมาวันนี้จะมีการใช้งบประมาณอยู่ที่ 7,700 ล้านบาท แต่เมื่อลงไปดูในรายละเอียดแล้วพบว่าเป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้าจริงเพียงประมาณ 3,000 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 4,700 ล้านบาท เป็นการเอาไปจัดการงบประมาณ ที่เดิมไม่ได้ตั้งงบเผื่อไว้สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปีงบ 69
ในแง่ของกลุ่มที่จะได้รับความช่วยเหลือ ยังมีกลุ่มสำคัญที่ตกหล่นอยู่หลายกลุ่ม เช่น ชาวประมง ที่ยังไม่สามารถออกไปหาปลาได้ จนเริ่มเกิดปัญหาอาหารทะเลขาดแคลน รวมถึงกลุ่มที่เป็นต้นน้ำสินค้าหลายอย่างกลุ่มเม็ดพลาสติก และต่อเนื่องเป็นซัพพลายเชนไปถึงบรรจุภัณฑ์ สี การก่อสร้าง และอื่นๆ
ทั้งนี้ จากมาตรการช่วยเหลือกลุ่มต่างๆ ทั้งหมด ที่มีการลงรายละเอียดมากที่สุดเป็นการช่วยเหลือกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐในเรื่องการก่อสร้าง เช่น การให้คู่สัญญาภาครัฐสามารถแก้สัญญาได้ ปรับตัวเลขได้ กำหนดวงเงินให้คิดค่าน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นได้ถึง 69.99 บาท หรือสามารถยกเลิกสัญญาโดยสามารถขอคืนเงินประกันให้ได้ ซึ่งพรรคประชาชนขอเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับกลุ่มอื่นๆ อย่างละเอียดและสนใจในระดับเดียวกัน
ในส่วนของนายเดชรัต ระบุว่าต้นทุนที่เป็นหัวใจสำคัญของภาคเกษตรมีอยู่ด้วยกัน 2 เรื่อง คือเรื่องปุ๋ยเคมีและน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ครอบคลุมประมาณ 40-50% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด โดยมาตรการที่ออกมาวันนี้ช่วยเหลือได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
ในด้านราคาปุ๋ยที่มีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลจะมีการช่วยผ่านโครงการปุ๋ยธงเขียว จำกัดอยู่ที่ 5+1 กระสอบ โดยขยายวงเงินช่วยจาก 200 บาทต่อกระสอบเป็น 300 บาทต่อกระสอบ ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วก็ถือว่าเป็นปริมาณที่ไม่มาก แต่ปัญหาของโครงการปุ๋ยธงเขียวคือจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมในอดีต สามารถเข้าร่วมในโครงการปัจจุบันได้น้อยมาก คือเพียงราว 1% ของความต้องการใช้ปุ๋ยเท่านั้น
แม้รองนายกรัฐมนตรี ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ระบุว่าจะมีการขยายตัวเลขของโครงการปุ๋ยธงเขียวเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้ระบุว่าจะขยายเป็นจำนวนเท่าไหร่ พรรคประชาชนจึงเสนอว่าควรมีการขยายให้ครอบคลุมเกษตรกรทุกราย ให้สามารถใช้สิทธิในลักษณะเดียวกันกับที่รัฐบาลวางไว้ได้
นายเดชรัตกล่าวต่อไปว่าส่วนเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิง จะเห็นได้ชัดว่าไม่มีมาตรการที่เกี่ยวกับน้ำมันในภาคการประมงและภาคเกษตรเลย มีเฉพาะของภาคขนส่งและขนส่งสาธารณะเท่านั้น
พรรคประชาชนอยากเห็นมาตรการการช่วยเหลือเรื่องน้ำมันที่มีความชัดเจนทั้งในส่วนของประมงและเกษตรกร รวมถึงผู้ให้บริการเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการไถเตรียมดิน ซึ่งจะเริ่มสำหรับข้าวนาปีในปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม รวมถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่จะเกิดขึ้นต่อไป
สำหรับความขาดแคลนปุ๋ย แม้นางศุภจีจะพยายามอธิบายเหตุผลที่ตัวเลขไม่ตรงกัน ระหว่างเดือนสิงหาคม เมษายน และพฤษภาคม ว่าเกิดมาจากอะไร แต่ก็ยังไม่มีการชี้แจงข้อมูลที่เป็นตัวเลขที่ชัดเจน ปุ๋ยเคมีเป็นสินค้าควบคุม ตัวเลขปริมาณปุ๋ยเคมีอยู่ในมือของกระทรวงพาณิชย์อยู่แล้ว ควรจะนำตัวเลขปริมาณปุ๋ยที่มีอยู่ในประเทศ ที่อยู่ในขั้นตอนการนำเข้า รวมถึงที่อยู่ในคลังหรือร้านค้าปลีกในประเทศ มาเปิดเผยให้ประชาชนทราบ
อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์ย่อมทราบราคาปุ๋ยอยู่แล้ว ควรแจ้งราคาที่กระทรวงพาณิชย์อนุญาตให้ผู้ค้าขายได้ ประชาชนจะได้ช่วยกันแจ้งถ้ามีการขายเกินราคานั้น ความชัดเจนในเรื่องของข้อมูลจะช่วยทำให้ความค้างคาใจที่เคยเกิดขึ้นในกรณีน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่เกิดขึ้นในกรณีปุ๋ยเคมีซึ่งมีแนวโน้มจะขาดแคลนเช่นกัน
นายเดชรัตกล่าวต่อไปว่านอกจากนี้ แม้จะมีความช่วยเหลือ 100 บาทต่อเดือนที่เพิ่มขึ้นในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ทุกคนทราบดีว่ากระทั่งกลุ่มคนจนที่สุด 20% ของประเทศ ก็มีราว 40-50% ที่ไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และรัฐบาลควรมีการออกรายละเอียดเพิ่มขึ้น เช่น สำหรับเด็กนักเรียนที่หลายคนมีข้อจำกัดในเรื่องค่าเทอม หากมีวงเงินฉุกเฉินสำหรับการศึกษาในช่วงเวลาวิกฤตก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง รวมถึงวงเงินกู้ฉุกเฉินสำหรับครัวเรือนเปราะบาง ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการโดยเร่งด่วนและชัดเจนเช่นกัน
ทางด้านน.ส.ศิริกัญญา ระบุว่าส่วนใหญ่ที่สุดของแหล่งเงินงบประมาณและวงเงินที่ใช้ในมาตรการรอบนี้ ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนจากปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการแก้ปัญหาของรัฐบาลเอง ที่มีการตั้งงบประมาณของกองทุนประชารัฐเอาไว้ไม่เพียงพอในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งโดยปกติแล้วกองทุนประชารัฐจะต้องต้องใช้งบประมาณปีละราว 50,000 ล้านบาท
แต่ในปี 2569 รัฐบาลตั้งไว้เพียงแค่ 30,000 ล้านบาท จึงเป็นที่มาที่ทำให้ผ่านมาครึ่งปีงบประมาณ เงินในกองทุนเริ่มขาดแคลน และจำเป็นต้องนำงบกลางมาใช้ถึง 4,700 ล้านบาทมาเติมเข้าไปในกองทุนประชารัฐ เพราะหากไม่เติมก้อนนี้ 300 บาทแรกที่จะช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพก็จะไม่มี ยังไม่ต้องพูดถึงว่าอีก 100 บาทจะเติมเข้ามาในภายหลังได้อย่างไร
ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงปัญหาแหล่งงบประมาณและการคลังของรัฐบาลในเวลานี้ ที่เป็นที่ชัดเจนว่ามีปัญหา เพียงแค่จะใช้จ่ายกับรายจ่ายประจำก็ยังไม่เพียงพอ ทำให้การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเฉพาะหน้ามีแต่มาตรการที่จำกัดจำเขี่ย ไม่ได้สัดส่วนกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ครอบคลุมถึงต้นทุนการใช้ชีวิตหรือค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น
น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่ารองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ มีการพูดถึงว่าแหล่งงบประมาณใหม่ที่จะเกิดขึ้นคืองบประมาณปี 2570 ที่ได้มีการอนุมัติปฏิทินงบประมาณไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่มีคือแผนการหาเงินมาใช้สำหรับปี 2569 ที่เหลือ ก่อนหน้านี้ทั้งในการแถลงนโยบายและการแถลงข่าวแต่ละครั้ง มีการพูดถึงการออก พ.ร.บ.งบประมาณ หรืออาจจะออกเป็น พ.ร.ก. เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งตนได้อภิปรายเรื่องนี้ไปแล้ว และได้ข้อสรุปจากการชี้แจงของรัฐบาลแล้ว ว่าจะไม่มีการออกเป็น พ.ร.ก. แต่จะออกเป็น พ.ร.บ.โอนงบประมาณแทน
ดังนั้น ขั้นตอนต่อไปตนคาดหวังว่ามติคณะรัฐมนตรีจะต้องมีการออกหลักเกณฑ์ ว่างบประมาณใดที่จะถูกตัดหรือได้ไปต่อ เพราะระยะเวลางบประมาณเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ก่อนหน้านี้กรมบัญชีกลางได้มีหนังสือออกมาเร่งรัดให้หน่วยราชการต่างๆ เบิกจ่ายงบประมาณให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 เมษายน แปลว่างบประมาณที่ยังไม่ได้ถูกใช้ก่อนวันที่ 30 เมษายน จะถูกนำมาใช้เป็นเงินสำหรับกองกลางที่จะถูกตัดหรือโอนเพื่อมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า รัฐบาลต้องมีมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องนี้อย่างจริงจัง แม้เงินที่จะเหลือให้นำมาตัดโอนจะน้อยลงไปเรื่อยๆ เป้าหมายที่จะทำให้ได้ 50,000 ล้านบาทก็ยากขึ้นเรื่อยๆ แต่รัฐบาลก็จำเป็นที่จะต้องมองหาแหล่งงบประมาณอื่น ที่จะนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้กับประชาชนโดยเร่งด่วนได้แล้ว ไม่เช่นนั้นประชาชนก็จะต้องทนอยู่กับมาตรการเยียวยาที่ไม่ได้สัดส่วนกับความเดือดร้อนของประชาชนแบบทุกวันนี้ต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับ: พรรคประชาชน ชี้ มาตรการเยียวยารัฐเยียวยาน้ำมันแพง ช่วยแค่เฉพาะหน้า มีกลุ่มตกหล่นเพียบ