ในขณะที่หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจกำลังจะมีอายุครบรอบ 50 ปี ในบทบาทหน้าที่สื่อทางธุรกิจที่ยืนหยัดเคียงคู่เศรษฐกิจไทย
เป็นอายุที่ใกล้เคียงกับ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่จะครบรอบ 50 ปีในปี 2570 โดยจุดกำเนิดจากโรงงานเล็ก ๆ เริ่มต้นด้วยธุรกิจส่งออกอาหารทะเลแช่แข็ง ที่จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อปี 2520 ชื่อเดิมว่า บริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด อีก 11 ปีต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด และเปลี่ยนชื่ออีกครั้ง เป็นบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2558 เพื่อสะท้อนภาพการเป็นกลุ่มธุรกิจครบวงจร แต่นัยสำคัญคือ การขึ้นเป็นอาณาจักรกลุ่มธุรกิจภายใต้การเติบโตอย่างก้าวกระโดด ไปสู่ผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็งและบรรจุกระป๋องระดับโลก และได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตทูน่ากระป๋องรายใหญ่ที่สุดของโลก
ประชาชาติธุรกิจถือเป็นโอกาสดีที่ได้สัมภาษณ์ “ธีรพงศ์ จันศิริ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในฐานะทายาทและผู้บริหารรุ่น 2 ถึงความเป็นมาของบริษัทในห้วง 50 ปีการก่อร่างสร้างอาณาจักร และจุดเปลี่ยนไปสู่บริบทใหม่เพื่อสานต่อสู่อีก 50 ปีข้างหน้า
เราเริ่มต้นจากธุรกิจโรงงานขนาดเล็กที่ทำธุรกิจส่งออกอาหารทะเลในจังหวัดสมุทรสาคร ช่วงเวลานั้นเป็นจังหวะที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยกำลังเติบโต โดยเฉพาะประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากภาคเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรม จึงทำให้ช่วงปี 1980-1990 (พ.ศ.2523-2533) เราเติบโตค่อนข้างมาก มีโอกาสในการขยายธุรกิจ บริษัทจึงเดินหน้าขยายอย่างต่อเนื่อง เน้นไปที่การซื้อกิจการ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนที่จะเติบโตและสร้างความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมอาหารทะเล เริ่มจากปลาทูน่า แล้วขยายไปสู่อาหารทะเลแปรรูป ต่อยอดสู่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง โดยปัจจุบันมี 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ อาหารทะเลแปรรูป อาหารทะเลกระป๋อง และอาหารสัตว์เลี้ยง
นอกจากนี้ยังทำธุรกิจแบบครบวงจร จากเริ่มต้นเป็นผู้ส่งออก ต่อมาก็รับจ้างผลิต และจุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นในปี 1996 บริษัทเริ่มขยายไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเริ่มที่สหรัฐอเมริกา ต่อมาปี 2010 ขยายไปแถบยุโรป หลังจากนั้นก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันนี้บริษัทมีโรงงานทั้งหมด 26 แห่ง ใน 14 ประเทศทั่วโลก มีการส่งออกสินค้าไปมากกว่า 120 ประเทศ มีรายได้ต่อปีอยู่ที่ระดับ 1.3 แสนล้านบาท มีพนักงานรวมทั้งสิ้น 43,000 คนทั่วโลก เทียบกับจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2520 ที่มีพนักงานประมาณ 200 คน มีรายได้เพียงหลัก 10 ล้านบาท
หัวใจสำคัญคือ ความมุ่งมั่น ความขยัน และความตั้งใจที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเราก็ผ่านมาหลากหลายวิกฤต หากมองว่าเป็นวิกฤตที่ให้บทเรียนสำคัญ คือ ในปี 2015 จากก่อนหน้าที่เรามีการเติบโตมาตลอดเวลา มาเจอปัญหาการลงทุนในต่างประเทศบางส่วน ทำให้เราเริ่มชะลอการเติบโต โดยเฉพาะการเข้าซื้อกิจการในสหรัฐ เนื่องจากมีความท้าทายในการบริหารจัดการและการปรับโครงสร้าง ทำให้ธุรกิจในช่วงนั้นชะลอไป ซึ่งบทเรียนที่สำคัญในตอนนั้นคือเรื่องของกฎระเบียบทางการค้า มาตรการกีดกันทางการค้า (Anti Trust) แม้บริษัทจะมั่นใจในการดำเนินธุรกิจ แต่เมื่อเผชิญกับข้อจำกัดด้านกฎหมายก็ส่งผลกระทต่อการดำเนินงาน ทำให้ต้องใช้เวลาในการปรับตัวและแก้ไขปัญหา 3-4 ปี ถือเป็นประสบการณ์สำคัญในการบริหารความเสี่ยงในอนาคต
แต่อย่างไรก็ตามบริษัทก็กลับมาฟื้นตัวและเดินหน้าต่อได้ พอถึงช่วงวิกฤตโควิด-19 ในปี 2020-2022 กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของบริษัท เนื่องจากความต้องการอาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจเติบโตได้ดี แต่หลังจากปี 2023 เป็นต้นมาโลกการค้ากลับเข้าสู่ช่วงของความผันผวนอีกครั้ง จากทั้งปัจจัยจากสงครามที่เกิดขึ้น การดิสรัปชั่นของเทคโนโลยี รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจโลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่รุนแรงมากขึ้น
ช่วงหลังโควิด-19 โลกการค้ามีความผันผวนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ปัจจัยลบที่มีผลกระทบ ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศที่พัฒนาไปสู่สงคราม เช่น รัสเซีย-ยูเครน ตลอดจนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจ จากกรณีภาษีทรัมป์ ที่เปลี่ยนแปลง จาก 36% ลงมาเหลือ 19% และล่าสุดอยู่ที่ 10% เป็นปัจจัยสำคัญที่ธุรกิจต้องเกาะติดและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อยู่ตลอดเวลา จนถึงล่าสุด สงครามที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ที่มีผลอย่างมากต่อราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ส่งผลต่อทุกธุรกิจ ทุกองค์กรต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และทำให้ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปได้
เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ก็สำคัญ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่บางพื้นที่ที่รับรู้ อย่างความขัดแย้งไม่ได้จำกัดแค่ยูเครน แต่กระจายไปหลายภูมิภาค เช่น ตะวันออกกลาง เกาหลีเหนือ และยังมีความรุนแรงมากขึ้น หรือความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งสะท้อนว่าโลกกำลังอยู่ในยุคที่ความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ธุรกิจจึงต้อง “สร้างภูมิคุ้มกัน” และพร้อมรับมือเสมอ นอกจากนี้ยังมีในเรื่องของเทคโนโลยี AI ที่มาเปลี่ยนธุรกิจอย่างรุนแรง การบริโภค ผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปด้วย คำถามคือ แล้วเราจะต้องทำอย่างไร เพราะเมื่อมีเรื่องเข้ามา
กระทบ เมื่อก่อนยังเป็นเรื่องของโลกร้อน การสร้างฐานการผลิตอย่างไรเพื่อให้เกิดการยืดหยุ่น เพื่อไม่ให้เกิดการพึ่งพาที่ใดที่หนึ่งเกินไป
สิ่งสำคัญคือ “การกระจายความเสี่ยง” ทั้งฐานการผลิตและซัพพลายเชน ต้องใช้เครือข่ายธุรกิจระดับโลกให้เกิดประโยชน์สูงสุด และปรับตามข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น ภาษี หรือกฎการค้า เนื่องจากมีผลต่อการทำการค้า
ความท้าทายหลักคือ “การเปลี่ยนแปลง” องค์กรให้เป็นไปตามแผน การปรับองค์กรให้ดีขึ้น องค์กรต้องพัฒนาคุณภาพบุคลากรให้มีทักษะที่สูงขึ้น พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดย 2 เรื่องนี้คือ คนและเทคโนโลยี เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งขององค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง
เป็นความโชคดีที่เราเริ่มทำ Transformation ตั้งแต่ปี 2024 ปรับทั้งโครงสร้างองค์กร บุคลากร และการลงทุน โดยเฉพาะเรื่องของคน ที่ไม่ใช่มีเพียงขยันอย่างเดียว แต่ต้องมีความเฉลียวฉลาดเพิ่มขึ้น เพราะคนจะทำงานในกรอบเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองรอบ ๆ เหมือนธุรกิจการจัดการ หากไม่มีแนวคิดแบบนี้ก็อาจจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการปรับโครงสร้างใช้เวลา 2-3 ปีเพื่อยกระดับองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง ขณะที่เรื่องของ AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งด้านการขาย ลดต้นทุน และการทำงาน ทำให้ศักยภาพของบุคลากรสูงขึ้น องค์กรจึงต้องเร่งนำมาใช้ให้เต็มศักยภาพ
ส่วนระยะถัดไป 3-5 ปีข้างหน้า เราก็จำเป็นจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการในทุก ๆ ส่วนให้ดีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการขาย การผลิต เราต้องมุ่งมั่นยกระดับให้ได้สูงสุด จะไปได้ไกลก็ต้องมีทีมที่ดี โดยองค์กรเรามีหลักคิดที่ว่า Simpler Leaner Faster หรือทำงานง่ายขึ้น คล่องตัวขึ้น และเร็วขึ้น ครอบคลุมทั้งด้านการขาย การตลาด และการผลิต เพื่อแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนเร็ว ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเป้าหมายในการทำ Transformation
เรื่องที่เราต้องทำก็ต้องทำให้มากขึ้น ขณะที่ภาครัฐก็ต้องเร่งทำ FTA ให้มากขึ้น เร็วขึ้น เพราะภาษีเป็นหัวใจของการแข่งขัน หลายประเทศมีมากกว่าเรา และจะทำอย่างไรให้เราตามได้ทัน ขณะเดียวกันต้องดูแลค่าเงินให้เหมาะสม และสนับสนุนผู้ส่งออกให้แข่งขันได้ พร้อมทั้งเน้นพัฒนาคุณภาพสินค้า บริการ ต้นทุนและนวัตกรรม
ปัญหาสงครามที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่าตลาดเอเชียยังมีศักยภาพสูง แต่ก็ต้องดูว่าเหมาะสมกับธุรกิจของเราหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสินค้าและธุรกิจด้วย แต่หากมองในแง่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือว่าเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญและมีการเติบโตดี โดยเฉพาะอาเซียน อินเดีย และจีน ขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกาและยุโรปก็ยังเป็นตลาดสำคัญรวมถึงตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกาและละตินอเมริกาก็น่าจับตามอง ดังนั้น ต้องมีการกระจายตลาดออกไปเพิ่มเติม เพราะมีการเติบโตของประชากรและมีความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น
องค์กรต้องสามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก การทำ Transformation เป็นสิ่งจำเป็น ทั้งในด้านรูปแบบธุรกิจ (Business Model) และวิธีการบริหาร บริษัทมีการปรับโครงสร้างจากองค์กรแบบภูมิภาค (Regional) ไปสู่องค์กรระดับโลก (Global) รวมถึงการเปลี่ยนวิธีการทำงานและพัฒนาทักษะของบุคลากรให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจใหม่ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่ใช่เพียงการปรับเล็กน้อย แต่ต้อง “หน้ามือเป็นหลังมือ” รวมไปถึงทักษะของบุคลากรก็ต้องเปลี่ยน
และอีกหน้าที่ที่สำคัญ คือ การเปลี่ยนผ่าน การส่งต่อธุรกิจจากรุ่นเราไปสู่อีกรุ่น
อ่านข่าวต้นฉบับ: จากโรงงานเล็กรายได้ 10 ล้าน สู่อาณาจักรแสนล้าน ‘ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป’
