บล.กสิกรไทยชี้การเคลื่อนย้ายความมั่งคั่ง “ขุมทรัพย์ใหม่ธนาคาร” จับตาโฟลว์เงินฝากประจำเคลื่อนย้ายสู่กองทุนรวมมากขึ้น หนุน “KKP-SCB” โดดเด่น ด้าน “อีสท์สปริง” ชี้ช่วง 1 เดือนก่อนเทรนด์เงินไหลออกฝากประจำซบกองทุนรวมชัดเจน จากภาวะดอกเบี้ยต่ำ แถมถูกหักภาษี 15% กดผลตอบแทนต่ำกว่า 1% จับตาภาวะสงครามทำให้นักลงทุน “wait and see” มากขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS ออกบทวิเคราะห์ที่เชื่อว่า “ธนาคารไทย” กำลังได้รับประโยชน์จากการย้ายเงินฝากประจำไปยังกองทุนรวม จากวงจรลดอัตราดอกเบี้ยและการแสวงหาผลตอบแทน เนื่องจากอุตสาหกรรมบริหารความมั่งคั่งไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก จากสัดส่วนมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) กองทุนรวมต่อ GDP ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว
ทั้งนี้ บล.กสิกรไทยเชื่อว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของวงจรการเคลื่อนย้ายความมั่งคั่ง จากผลตอบแทนเงินฝากที่ลดลงและพฤติกรรมการแสวงหาผลตอบแทน ข้อมูลปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจนจากเงินฝากประจำไปยังกองทุนรวม โดย NAV ของกองทุนรวมเติบโต 15%/9% ในปี 2567-2568 ขณะที่เงินฝากประจำลดลง 9% ในปี 2568 เชื่อว่าแนวโน้มมหภาคนี้จะส่งผลเชิงบวกต่อกลุ่มธนาคารอย่างชัดเจน เนื่องจากธนาคารสามารถลดสัดส่วนเงินฝากต้นทุนสูง เช่น เงินฝากประจำ ในช่วงที่ความต้องการสินเชื่อต่ำ และสามารถเปลี่ยนลูกค้าผู้ฝากเงินไปสู่ผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่งที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า พร้อมทั้งเก็บค่าธรรมเนียมได้เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ธนาคารไทยยังมีโอกาสในการเติบโตในเรื่องผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่งอีกมาก เนื่องจากสัดส่วนสินทรัพย์กองทุนรวมต่อ GDP ของประเทศไทยยังต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) ในปี 2563 สัดส่วนสินทรัพย์กองทุนรวมต่อ GDP ของไทยอยู่เพียง 30% ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมีสัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 38% สำหรับเกาหลี ญี่ปุ่น 48% สหราชอาณาจักร 78% และ 140% สำหรับสหรัฐ แม้ว่าธนาคารไทยอาจไม่สามารถไปถึงระดับดังกล่าวได้ในระยะสั้น แต่เชื่อว่าสัดส่วนรายได้จะค่อย ๆ ปรับตัวเข้าใกล้ธนาคารพาณิชย์ในประเทศพัฒนาแล้วในระยะยาว
“Wealth migration (การเคลื่อนย้ายความมั่งคั่ง) จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ โดย Banking Sector Wealth migration เป็นขุมทรัพย์ใหม่ธนาคาร”
บล.กสิกรไทยมองว่า ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) เป็นผู้เล่นที่มีศักยภาพมากที่สุดในการรับประโยชน์จากขาขึ้นของผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่ง จาก 1) แนวโน้มการโยกย้ายเงินไปยังกองทุนรวมจากฐานผู้ฝากเงินที่แข็งแกร่ง 2) สัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิต่อรายได้รวมสูงเป็นอันดับสองที่ 23% และมีแนวโน้มที่ดีขึ้น และ 3) การเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) กองทุนรวมของ KKP ที่แข็งแกร่งที่สุดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 43%
ขณะที่เชื่อว่า บมจ.เอสซีบี เอกซ์ (SCB) ก็มีแนวโน้มของธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่แข็งแกร่งเช่นกัน โดยมีสัดส่วน AUM กองทุนรวมต่อเงินฝากรวมอยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2566-2568 ในทางตรงกันข้ามธนาคารกรุงเทพ (BBL) ดูเหมือนจะยังมีการเจาะตลาดในธุรกิจกองทุนรวมและบริหารความมั่งคั่งที่ยังต่ำ ซึ่งอาจเป็นผลจากฐานลูกค้ารายย่อยที่มีขนาดเล็ก เนื่องจากธุรกิจของธนาคารมุ่งเน้นลูกค้าองค์กรเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนมากกว่า 70% ของพอร์ตสินเชื่อ แตกต่างจากธนาคารอื่น ๆ
ทั้งนี้ บล.กสิกรไทยมองว่า SCB และ KKP มีแพลตฟอร์มบริหารความมั่งคั่งที่น่าสนใจที่สุด โดย SCB ใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศแบบครบวงจรและขนาดดิจิทัลที่ใหญ่ ขณะที่ KKP สร้างความแตกต่างด้วยโซลูชั่นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรระดับโลก
“ทุก ๆ การเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง 10% จะทำให้กำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 4% สำหรับ KKP และ TISCO ประมาณ 2% สำหรับ SCB และ TTB และประมาณ 1% สำหรับ BBL, KTB และ BAY ซึ่งสนับสนุนมุมมองของเราที่ให้ความสำคัญกับธนาคารที่มีความอ่อนไหวต่อรายได้ค่าธรรมเนียมและความสามารถในการสร้างรายได้สูงกว่า”
บล.กสิกรไทยระบุว่า จากแรงกดดันต่อส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) เน้นว่า KKP และ SCB เป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากธีมการเคลื่อนย้ายความมั่งคั่ง จากกลยุทธ์ด้านบริหารความมั่งคั่งที่แข็งแกร่งและความสามารถในการสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมที่ดีกว่า ซึ่งสามารถช่วยชดเชยความอ่อนแอของกำไรได้บางส่วน จึงยังคงคำแนะนำ“ซื้อ” KKP โดยให้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 81 บาท จากเดิม 77 บาท และคงคำแนะนำ “ถือ” SCB โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 126 บาท โดยยังรออัพไซด์เพิ่มเติมในด้าน valuation
นายบดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มการโยกย้ายเงินจากเงินฝากประจำเข้าสู่กองทุนรวมเคยปรากฏชัดในช่วงก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับโอกาสสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์อื่น อย่างไรก็ตามในช่วงประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมาแนวโน้มดังกล่าวเริ่มชะลอลง โดยนักลงทุนมีลักษณะ “wait and see” มากขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงคราม
“ช่วงก่อนหน้านี้เราเห็นเทรนด์เงินไหลจากเงินฝากเข้ามากองทุนมากขึ้น เพราะดอกเบี้ยเงินฝากค่อนข้างต่ำ ปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายอยู่ประมาณ 1% ขณะที่เงินฝากออมทรัพย์เหลือแค่ประมาณ 0.2-0.3% และเงินฝากประจำอยู่ราว 1% บวกลบ และยังถูกหักภาษี 15% ทำให้ผลตอบแทนสุทธิต่ำกว่า 1% ส่งผลให้เงินลงทุนไหลเข้าสู่กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง รวมถึงตราสารหนี้ต่างประเทศ และกองทุนหุ้นมากขึ้นในช่วงที่ตลาดปรับตัวดี”
อ่านข่าวต้นฉบับ: KS ชี้ขุมทรัพยใหม่แบงก์ไทย รับอานิสงส์แห่โยกเงินฝากเข้ากองทุน