คณะรัฐมนตรีภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยกทีมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เม.ย. โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม
ถือเป็นการอภิปรายนัดเปิดสนามที่ สส.และ สว.หมายมั่นปั้นมือจะอภิปรายเต็มที่ เพราะมีประเด็นชัดเจน นั่นคือเรื่องพลังงาน เรื่องน้ำมัน ที่มีราคาสูง อันเป็นโจทย์สำคัญของสังคมประเทศ
งานนี้ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านเตรียมการมาเป็นอย่างดี โดยฝ่ายรัฐบาลจัดเวร สส.อยู่โยงในห้องประชุม กลางวันและช่วงกลางคืน ให้เหมาะสมกับวัยและสภาพร่างกาย เพื่อติดตามฟังการอภิปรายของทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน
ส่วนฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายในประเด็นต่าง ๆ หลังจากที่ได้ศึกษาเอกสารนโยบายของรัฐบาลว่า นโยบายเหมาะสมกับสภาพปัญหาของประเทศหรือไม่ เป็นนโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาอย่างจริงจังแค่ไหน
การอภิปรายในวันแรก 9 เม.ย. มี สส.หลายคนโชว์ฝีไม้ลายมือได้อย่างน่าสนใจ
เช่นเดียวกับ สว.ที่ลุกขึ้นใช้เวลาในการอภิปรายอย่างหลากหลาย
หลายคนทำการบ้านมาเป็นอย่างดี แต่พูดไปแล้วจะถูกใจประชาชนที่ดูการถ่ายทอดสดหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
การอภิปรายของฝ่ายค้านสะท้อนถึงปัญหาที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า เมื่อประเทศอยู่ในวิกฤตประชาชนย่อมหวังให้รัฐบาลเดินนำประชาชนอย่างน้อยหนึ่งก้าว
ที่ผ่านมารัฐบาลจัดการปัญหาพลังงานล่าช้า ในคำแถลงมีแค่ย่อหน้าเดียวที่พูดถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
เราอยากเห็นนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้วิกฤตน้ำมันชัด ๆ ว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาน้ำมันแพงอย่างไร
ท่านจะจัดการเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างไร โดยเฉพาะในส่วนที่อยู่ในอำนาจของรัฐบาลแบบเต็ม ๆ
อีกคนที่สะท้อนปัญหาได้อย่างน่าสนใจ คือ สส.อรทัย เกิดทรัพย์ สส.ภูเก็ต ระบุว่า คำแถลงนโยบายครั้งนี้ขาดความชัดเจนในการรับมือวิกฤตที่กำลังกระทบคนไทยทั่วประเทศ โดยเฉพาะวิกฤตน้ำมันที่กำลังบั่นทอนต้นทุนชีวิตและทำลายเศรษฐกิจฐานรากอย่างหนัก
ส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วน ทั้งระบบขนส่ง โลจิสติกส์ ค้าขาย การศึกษา การท่องเที่ยว และค่าครองชีพของประชาชน เพราะน้ำมันคือต้นทุนของทุกอย่างในชีวิตประจำวัน
น.ส.อรทัยยังหยิบยกปัญหาในจังหวัดภูเก็ตขึ้นอภิปราย โดยระบุว่า ปัญหาที่กำลังลุกลามอย่างหนัก โดยเฉพาะภูเก็ต ที่มีธุรกิจต่างชาติแฝงตัวเข้ามาประกอบกิจการแข่งกับคนไทยในหลายรูปแบบ
ตั้งแต่ท่องเที่ยว ขนส่ง ไปจนถึงบริการรายย่อย ปัญหาธุรกิจศูนย์บาทและนอมินี ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวไม่กระจายสู่คนไทยอย่างแท้จริง แต่กลับไหลไปอยู่ในมือกลุ่มทุนต่างชาติ ขณะที่ผู้ประกอบการไทยรายเล็กถูกเบียดออกจากตลาด
น.ส.อรทัยกล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดยกระดับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ แต่แนวทางดังกล่าวขัดแย้งกับนโยบายฟรีวีซ่าที่เปิดทางให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพำนักในไทยได้นานถึง 60 วัน ซึ่งอาจเกินความจำเป็น และกำลังสร้างภาระให้กับจังหวัดท่องเที่ยวที่มีขีดความสามารถจำกัดในการรองรับ
ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเกินกำลังรองรับกำลังส่งผลกระทบต่อทรัพยากร สิ่งแวดล้อม สาธารณูปโภค และคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ รัฐบาลต้องทบทวนมาตรการฟรีวีซ่าอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจกับการคุ้มครองผลประโยชน์ของคนไทย
นอกจากปัญหาพลังงาน อีกประเด็นที่กล่าวถึงกันมากคือ การแก้ไขและยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ได้มีการทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569
และประชาชน 21 ล้านเสียงเห็นชอบ ขณะที่ 11 ล้านเสียงไม่เห็นชอบ
มี สส.และ สว.หลายคนลุกขึ้นมาสอบถาม อาทิ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระสว. อภิปรายว่า ขอให้รัฐบาลเติมเรื่องนี้เข้ามาในนโยบาย
และมอบหมายให้ชัดเจนด้วยว่า ให้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายเป็นผู้ดูแล ขอให้ทำภายในสมัยประชุมนี้ อย่าเกินสมัยประชุมหน้า หรืออย่าให้เกินปี 2569 ซึ่งต้องตั้งต้นตั้งแต่ตอนนี้
สว.อีกคนที่อภิปรายเรื่องนี้ คือ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ที่กล่าวว่า รัฐบาลต้องดำเนินการเรื่องนี้ ต้องฟังเสียงเจ้าของประเทศที่พูดอย่างท่วมท้น 21 ล้านเสียงว่า ต้องการกติกาใหม่
และเหล่านี้คือ ประเด็นร้อน ๆ จากการแถลงนโยบายของรัฐบาลใหม่
อ่านข่าวต้นฉบับ: น้ำมันและรัฐธรรมนูญ ปมร้อน ‘นโยบายรัฐบาล’