แม้ว่าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จะยังไม่ได้ส่งสัญญาณขาดแคลนเหมือนนํ้ามัน แต่กลับเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้นไม่หยุด และต้นทุนเหล่านี้อาจส่งผลต่อไปยังลูกค้าในทุกอุตสาหกรรม
“นางอรลา เจริญลาภ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) เอ็มดีหญิงคนแรกที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง ในฐานะผู้ผลิตก๊าซอุตสาหกรรมอันดับ 1 ของประเทศให้สัมภาษณ์กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแผนการรับมือว่า การบริหารจัดการต้นทุนจะไม่เพียงคุยกับลูกค้า คู่ค้า เท่านั้น แต่จะเป็นการเข้าไปช่วยบริหารจัดการด้านพลังงาน เพื่อลดต้นทุน ขณะเดียวกัน แผนระยะยาวของบีไอจีต้องเดินหน้าไปสู่เทคโนโลยีไฮโดรเจน เพราะนี่อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับโลก
วันนี้ธุรกิจด้าน Utility ยังคงมีบทบาทเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของทุกภาคอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทั่วโลกที่ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าหรือคู่ค้าต่างเผชิญกับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะสั้น ภาพรวมยังคงมีความไม่แน่นอนสูง
หากย้อนกลับไปในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าโลกเริ่มให้ความสำคัญกับ “พลังงานสะอาด” (Clean Energy) และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) มากขึ้น แม้ในปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านอาจยังไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จากข้อจำกัดด้านต้นทุนและนโยบายในบางประเทศ องค์กรระดับโลกอย่าง Air Products ได้เร่งขับเคลื่อนการลงทุนในพลังงานสะอาด โดยเฉพาะ “ไฮโดรเจนสีเขียว” (Green Hydrogen) ซึ่งผลิตจากน้ำผ่านกระบวนการแยกด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
ตัวอย่างสำคัญคือ โครงการในนีออม ประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่ใช้แสงแดดในช่วงกลางวัน และพลังงานลมในช่วงกลางคืน เพื่อผลิตไฮโดรเจนอย่างยั่งยืน โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2027 ไฮโดรเจนจึงถูกมองว่าเป็นพลังงานทางเลือกสำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน และเป็นกลไกหลักของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในอนาคต
ตอนนี้พลังงานโลกผันผวนมาก แผนขับเคลื่อนธุรกิจในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ไม่ได้มองบทบาทของเราเป็นเพียงผู้จำหน่ายก๊าซอุตสาหกรรมอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็นผู้พัฒนาและขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำของประเทศ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน และมีความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security) ในระยะยาว เราจึงสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำได้อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาวิกฤต
เรามีเป้าหมายที่จะยกระดับสู่ Low-Carbon Industrial Gas & Energy Solution Provider เป็นการวางยุทธศาสตร์ระยะกลางถึงยาว ที่เป็นการขยายการลงทุนด้านก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและโซลูชั่นจากก๊าซอุตสาหกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับกระบวนการผลิต
ความผันผวนของราคาพลังงาน โดยเฉพาะจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นความท้าทายระดับโลก แต่สำหรับบีไอจี เรามองว่านี่คือบทพิสูจน์ของความจำเป็นในการวางระบบพลังงานที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนในระยะยาว อุตสาหกรรมไทยต้องมองเรื่องประสิทธิภาพพลังงาน เทคโนโลยี และการลดคาร์บอน เราก็มีเป้าหมายที่จะเป็น Global Synergy จาก Air Products ที่จะช่วยยกระดับบีไอจีจากผู้เล่นในประเทศสู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม (Industrial Decarbonization Enabler) โดยสามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จากอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้นทั่วโลก เช่น เคมี ปิโตรเคมี เหล็ก ซีเมนต์ และพลังงาน มาประยุกต์ใช้กับบริบทของอุตสาหกรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม
หนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์ที่สะท้อนการลงทุนเชิงโครงสร้างพื้นฐานคือ โครงการโรงแยกอากาศจากการใช้ประโยชน์ความเย็นจาก LNG แห่งที่ 2 (MAP2) ซึ่งเราร่วมลงทุนกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อต่อยอดการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ โดยนำความเย็นที่เหลือจากกระบวนการแปรสภาพ LNG (Cold Energy Utilization) มาใช้ในการแยกอากาศ ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มเสถียรภาพในการผลิตก๊าซภายในประเทศ และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
โรง 2 มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571 ส่วนโรงแยกอากาศแห่งแรก (MAP1) ที่ระยองเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 และสามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 100,000 ตันต่อปี สามารถผลิตได้ทั้งออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน โรงผลิตตรงนี้่ Produce ไม่ต่างจากโรงที่เรามี แต่ราคาจะพรีเมี่ยมนิดหน่อย
สำหรับการเดินหน้า Hydrogen Economy ด้วยความร่วมมือแบบ Ecosystem เรายังคงเดินหน้าส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจนอย่างต่อเนื่องทั้งในภาคขนส่งและพลังงาน โดยมองว่าวิกฤตพลังงานโลกเป็นโอกาสในการเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือกที่สะอาดและมั่นคง ที่ผ่านมาเราร่วมมือกับ PTT Group และ Toyota ร่วมก่อตั้งสมาคมไฮโดรเจนประเทศไทย ในการพัฒนาเศรษฐกิจไฮโดรเจนในลักษณะ Ecosystem ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อสนับสนุนนโยบายและมาตรฐานด้านพลังงานไฮโดรเจน
เรายังศึกษาความเป็นไปได้ในการนำไฮโดรเจนไปใช้ร่วมกับการผลิตไฟฟ้า เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในอนาคต แต่สิ่งสำคัญคือ “ภาษีคาร์บอน” (Carbon Tax) ที่รัฐบาลควรต้องสนับสนุนและมีมาตรการออกมา เพื่อกระตุ้นให้เกิดดีมานด์ อย่างการจะต้องใช้รถที่เติมไฮโดรเจนจะทำไงให้คนอยากซื้อมาใช้ ซึ่งทุกอย่างมันต้องมาให้ครบ ไฮโดรเจนถึงจะเกิด
สงครามตะวันออกกลางกระทบกับกลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งเขาก็เป็นลูกค้าเรา เขาส่งสัญญาณให้เรารู้ล่วงหน้าว่าออร์เดอร์จะลดลง แต่มันก็ไม่ได้กระทบกับยอดขายเราในปีนี้ เพราะอย่างที่บอกว่าเราบริหารจัดการด้านต้นทุนให้บาลานซ์กัน อย่างค่าพลังงานที่เป็นต้นทุนหลักมีสัดส่วนถึง 50% ของต้นทุนทั้งหมด แต่เราก็ต้องมาประเมินว่าจะจัดการอย่างไร หรืออย่างที่เราคุยกับลูกค้าและคู่ค้าว่าต้นทุนพลังงานมันขึ้น แต่เรายังไม่ปรับขึ้นราคาสินค้า เพราะอย่างแรกคงต้องไปช่วยบริหารจัดการให้เขาลดการใช้พลังงานก่อน
จากการติดตามสถานการณ์พลังงานโลกอย่างใกล้ชิด ยังไม่พบผลกระทบโดยตรงต่อการนำเข้า LNG อย่างมีนัยสำคัญในขณะนี้ แต่ภาคธุรกิจยังคงเฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ท้ายที่สุดแม้เส้นทางของพลังงานใหม่อย่างไฮโดรเจนยังต้องใช้เวลาและปัจจัยสนับสนุนอีกหลายด้าน แต่ทิศทางของโลกที่เผชิญภาวะโลกร้อนอย่างชัดเจน ย่อมเป็นแรงผลักดันสำคัญให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานเกิดขึ้นในที่สุด
“อยู่ที่นี่มา 30 ปี บีไอจีไม่ใช่เรื่องใหม่ เรามีทีมงานที่ดี การที่ขึ้นมาในตำแหน่งช่วงที่เศรษฐกิจแบบนี้ ความท้าทายคือ จะทำยังไงให้เราเป็นโซลูชั่นให้กับลูกค้า คู่ค้า และประเทศ เราคาดหวังว่าต้องเป็นไปตามแผน โดยแผนในอีก 3-5 ปีจะต้องมียอดขายโต 10% จากปี 2568 ที่เราน่าจะปิดตัวเลขยอดขายที่ 8,000 ล้านบาท”
อ่านข่าวต้นฉบับ: BIG อั้นราคาก๊าซช่วยลูกค้า ชี้เก็บภาษีคาร์บอนหนุนไฮโดรเจน
