รัฐผนึกพาณิชย์-อุตสาหกรรม เร่งหาทางลดพึ่งพาเม็ดพลาสติก หลังถูกคุมเข้มรับวิกฤตตะวันออกกลาง กระทบซัพพลายโลก-ต้นทุนพุ่ง ดันใช้ชานอ้อย ฟางข้าว ผลิตบรรจุภัณฑ์ทดแทน วางหมากคู่คุมระยะสั้น-สร้างอุตสาหกรรมใหม่ระยะยาว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองกระทรวง เพื่อกำหนดแนวทางลดการใช้บรรจุภัณฑ์จากเม็ดพลาสติก และส่งเสริมวัสดุทดแทนในประเทศ
การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นการผลักดันการผลิตภาชนะจากเยื่อพืชธรรมชาติ และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ชานอ้อย ฟางข้าว และชีวมวลอื่น ๆ มาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากรในประเทศ และลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการต่อเนื่องจากการประชุมเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ที่กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศให้ “เม็ดพลาสติก” เป็นสินค้าควบคุม เพื่อรองรับความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบและต้นทุนการผลิต
สำหรับ “เม็ดพลาสติก” ถือเป็นวัตถุดิบต้นน้ำที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมหลากหลาย ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค การกำหนดเป็นสินค้าควบคุมจึงมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการขาดแคลนและลดแรงกดดันด้านราคาที่อาจส่งผลต่อผู้ประกอบการและค่าครองชีพของประชาชน
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมองว่าการควบคุมเพียงระยะสั้นอาจไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องเร่งวางรากฐานระยะยาว ด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมวัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก
นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับทิศทางตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตรของไทยสามารถต่อยอดไปสู่ภาคอุตสาหกรรมใหม่ เพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในระยะยาว
ทั้งนี้ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรมในครั้งนี้ สะท้อนการปรับตัวเชิงนโยบายของไทยในการรับมือวิกฤตวัตถุดิบโลก โดยใช้จุดแข็งด้านทรัพยากรการเกษตรมาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและลดผลกระทบต่อประชาชน
อ่านข่าวต้นฉบับ: “ศุภจี-วราวุธ” ปรับเกมวัตถุดิบ ดันแพ็กเกจจิ้งชีวภาพ สู้วิกฤตเม็ดพลาสติกโลก
