คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
อุตสาหกรรมการ์เมนต์ไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ส่งออก 2 เดือนแรกติดลบ 8.4% ขณะที่ตลาดหลักอย่างสหรัฐหดตัวแรงกว่า 13% ซ้ำเติมด้วยต้นทุนพลังงานพุ่ง ดันราคาวัตถุดิบทั้งระบบ ภาคเอกชนชี้สัญญาณอันตราย “นำเข้าแซงส่งออก” กระทบขีดความสามารถแข่งขันในประเทศ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ถูกตีตราเป็น “Sunset Industry” มานานกว่า 20 ปี
ทั้งที่ศักยภาพไทยยังสูง แต่ถูกใช้ไม่เต็มที่ ช่องว่างรายได้ต่อคนห่างอิตาลีกว่า 12 เท่า พร้อมเร่งเสนอโมเดล “รถไฟ 2 ราง” ยกระดับ OEM ควบคู่ปั้นแบรนด์ไทย เพิ่มมูลค่าในประเทศ หวังพลิกฟื้นอุตสาหกรรมสู่ New Growth Engine ปิดช่องว่าง และดัน “Made in Thailand” สู่เวทีโลก “ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายชลัมพล โลทารักษ์พงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยท่านใหม่ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งครั้งแรก จากคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะมุ่งผลักดันอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโต
ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งด้านอุปสงค์โลกที่ชะลอตัว ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากต่างประเทศ แม้ในปี 2568 ที่ผ่านมาเรายังสามารถเติบโตได้ประมาณ 5% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่สถานการณ์ในปีนี้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกเครื่องนุ่งห่มของไทยหดตัวลงถึง 8.4% ซึ่งถือว่าลดลงแรงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าภาวะตลาดโลกเริ่มอ่อนตัว และคำสั่งซื้อเริ่มชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ เป็นผลมาจากตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกสูงถึงประมาณ 40% ของการส่งออกเครื่องนุ่งห่มไทยไปในต่างประเทศ โดยในบางเดือนตัวเลขนำเข้าสินค้าเสื้อผ้าของสหรัฐลดลงมากกว่า 13% ภายในเดือนเดียว แสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวของดีมานด์ที่ค่อนข้างชัดเจน ส่วนหนึ่งยังมาจากพฤติกรรมการสั่งซื้อในปีที่ผ่านมา เกิดการเร่งนำเข้า (Front-Load) เนื่องจากผู้ซื้อกังวลเรื่องภาษีและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า ทำให้เร่งสั่งสินค้าไว้ล่วงหน้า เมื่อเข้าสู่ปีนี้จึงเกิดภาวะ “ฐานสูง” และตามมาด้วยการชะลอตัวของคำสั่งซื้อ
อย่างไรก็ดี ปีนี้เราตั้งเป้าเติบโต 3% เพื่อให้ได้ตามเป้า กลยุทธ์หลักจึงเปลี่ยนมาเน้น “บริหารต้นทุน” โดยเฉพาะวัตถุดิบซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 50-60% ของยอดขาย เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร เพียงลดต้นทุนได้ 1-2% จะส่งผลต่อกำไรทันที ผู้ประกอบการจึงเร่งแชร์ Know-How ลดการใช้ผ้า ลดของเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเตรียมจัด Roundtable ต้น มิ.ย. เชิญบริษัทชั้นนำจากจีนและสหรัฐ ร่วมถอดบทเรียนลดใช้วัตถุดิบ
พร้อมยกระดับทั้งอุตสาหกรรม ควบคู่ขยายโอกาสใหม่ ทั้งศึกษาตลาดอินโดนีเซีย และเร่งดัน FTA ไทย-ยุโรป ย้ำชัด “ต้องมีดีล” เพื่อรักษาขีดความสามารถแข่งขันในระยะยาว ส่วนตลาดสำคัญคือ สหรัฐ 40% ญี่ปุ่น 12% เบลเยียม 5% สิงคโปร์ 4% และจีน 3%
ต้นทุนถือว่าเป็นแรงกดดันหลักในปีนี้ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานที่ส่งผลโดยตรงต่อวัตถุดิบในอุตสาหกรรม เช่น Polyester ซึ่งเป็นเส้นใยหลัก พลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์ ยางยืด และกระดุม ล้วนมีต้นทุนผูกกับราคาน้ำมันทั้งสิ้น ในภาคโลจิสติกส์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน บางเส้นทางการขนส่งมีต้นทุนเพิ่มขึ้นถึง 30% ซึ่งแม้จะยังไม่สะท้อนเต็มที่ในราคาสินค้า แต่ได้เริ่มกดดัน Margin ของผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญแล้ว
ในเชิงต้นทุนถือว่ามีผลกระทบชัดเจน แต่ในเชิงคำสั่งซื้อยังไม่เห็นผลในระยะสั้น เนื่องจากอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มมีระยะเวลาในการพัฒนาและผลิต (Lead Time) ประมาณ 6 เดือน การตัดสินใจสั่งซื้อในวันนี้จะสะท้อนผลในอีกครึ่งปีข้างหน้า
ดังนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลมากที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่ระยะสั้น แต่เป็นช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย อาจส่งผลต่อคำสั่งซื้อใหม่อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ดี แม้ต้นทุนรวมจะเพิ่มขึ้นประมาณ 8-9% แต่ผู้ซื้อส่วนใหญ่ยอมให้ปรับราคาขึ้นได้เพียง 3% หรือบางรายไม่ยอมให้ปรับขึ้นเลย เนื่องจากตลาดปลายทางเองก็เผชิญแรงกดดันด้านกำลังซื้อ จึงทำให้ผู้ประกอบการต้องหันกลับมาบริหารต้นทุนภายในมากขึ้น เช่น การลดการใช้วัตถุดิบ ซึ่งวัตถุดิบคิดเป็นสัดส่วนถึง 50-60% ของต้นทุนรวม หากสามารถลดได้เพียง 1-2% ก็จะส่งผลต่อกำไรทันที
แต่ทั้งนี้ผู้ประกอบการเราเองก็ยังกังวล โดยเฉพาะเรื่องของการนำเข้า ปัจจุบันการนำเข้าเริ่มแซงการส่งออกแล้ว ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เดิมนำเข้าไม่เกิน 50% โดยเฉพาะสินค้าจากเวียดนามและอิตาลี รวมถึงสินค้า Fast Fashion จากจีนที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์นี้สะท้อนว่า หากไม่เร่งปรับตัว อุตสาหกรรมในประเทศอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในประเทศของตัวเอง และเป็นสิ่งที่ต้องเข้าไปดูแล
เราเสนอโมเดล “รถไฟรางคู่” เป็นแนวทางหลักในการพัฒนาอุตสาหกรรม รางแรกคือการยกระดับ OEM ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และระบบ Lean เช่น Toyota Production System ซึ่งสามารถเพิ่ม Productivity ได้ 20-30% โดยไม่ต้องลงทุนสูง
รางที่สองคือ การขยับไปสู่ ODM และ OBM จากการรับผลิตตามคำสั่งลูกค้า ไปสู่การออกแบบเอง และสร้างแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ตัวอย่างโมเดลที่ชัดเจนคือไต้หวัน ซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่การออกแบบและสร้างมูลค่าเพิ่มได้ แม้จะไม่ได้แข่งขันด้านต้นทุน
“เราได้เชิญแบงก์ชาติเข้ามาสัมผัสอุตสาหกรรมนี้ เพื่อพลิกมุมมองว่าอุตสาหกรรมนี้ไม่ใช่ Sunset แต่เป็นการ Transform เป็นการปลูกเมล็ดเพื่อโตไปสู่ขั้นต่อไป เราพาไปดูทั้งโรงงานขนาดเล็กที่ผลิตสินค้าไม่กี่ชิ้น 5 ตัว 10 ตัว เป็นต้น โรงงานขนาดกลาง และใหญ่ พร้อมกันนี้ไทยมี Retail ที่แข็งแรง ถ้าสามารถเอาสินค้าไปขายโดยเฉพาะในต่างประเทศจะทำให้เราเปิดตลาดได้”
อย่างไรก็ดี การใช้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งในด้าน Automation และระบบอัจฉริยะ เช่น การใช้หุ่นยนต์ขนส่งในโรงงาน การใช้เครื่องจักรที่ช่วยลดแรงงานในบางขั้นตอน จะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมได้ ปัจจุบันตั้งเป้าให้มี Automation อย่างน้อย 10% ต่อหนึ่งกระบวนการผลิต และจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ในงาน Sewing ยังต้องใช้แรงงานมนุษย์ เพราะหุ่นยนต์ยังไม่สามารถทดแทนได้
ภาครัฐต้องประกาศให้ชัดว่าอุตสาหกรรมนี้เป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ และต้องได้รับการสนับสนุน ทั้งด้านการเงิน เทคโนโลยี และสิทธิประโยชน์ เช่น BOI และ Soft Loan เพราะต้องยอมรับว่าเรายังไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง รวมถึงการเร่ง FTA ไทย-ยุโรป ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการเจรจา ขณะที่คู่แข่งอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียได้สิทธิไปแล้ว
อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยจะต้องไม่ใช่ “Sunset” แต่กำลังอยู่ในช่วง Transformation หากยังทำแบบเดิม ผลลัพธ์ก็จะเหมือนเดิม แต่หากสามารถขับเคลื่อนตามโมเดลรถไฟสองราง คือ OEM ที่มีประสิทธิภาพ และการสร้าง Value ผ่าน ODM และ OBM รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง ไทยยังมีศักยภาพที่จะเติบโต และสามารถยกระดับขึ้นเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าสูงในเวทีโลกได้ในอนาคต
อ่านข่าวต้นฉบับ: การ์เมนต์ไทยไม่ Sunset เปิดเกม 2 ราง ปั้น OEM สู่แบรนด์