ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นับจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ก่อตั้งจนเข้าสู่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) เพิ่งมีรัฐมนตรีช่วยว่าการ โดยรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย
“ไชยชนก ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการดีอี เน้นย้ำว่า รัฐบาลได้ตั้งธงให้ดีอีเป็นกระดูกสันหลังสำคัญของหน่วยงานรัฐทุกกระทรวงที่ต้องมุ่งหน้าสู่การปรับใช้เทคโนโลยี โดยมี “แนน บุณย์ธิดา สมชัย” โฆษกพรรคภูมิใจไทย ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ
ทั้งคู่เน้นย้ำการทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐและประชาชน เพื่อให้การตัดสินใจบนฐานข้อมูลมีความแม่นยำ และโปร่งใส กับเป้าหมายเร่งด่วนในการนำประชาชนเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลกลาง เพื่อกระจายสวัสดิการและการช่วยเหลือให้ถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างรวดเร็ว รวมถึงทบทวนแผนปฏิบัติราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2570-2575) และปรับปรุงกฎหมายด้านดิจิทัลให้ทันสมัยรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ
“ไชยชนก” กล่าวว่า การกลับมาดำรงตำแหน่งครั้งนี้รัฐบาลมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะใช้เทคโนโลยีเป็นรากฐานให้ทุกหน่วยงาน และทุกนโยบาย สิ่งแรก ๆ ที่จะเริ่มทำคือ การทำแผนยุทธศาสตร์ดิจิทัลใหม่ระดับประเทศ (แผนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในอนาคต โดยเฉพาะเทคโนโลยีสำคัญจำเป็น โดยต้องคำนึงถึงความมั่นคงยั่งยืน ต้องพิจารณาความมั่นคงในหลายรูปแบบ เช่น การพึ่งพาตนเอง และสิ่งแวดล้อม ถึงเวลาต้องพิจารณาแผนใหม่
“กฎหมายหลายอย่างอาจปรับตัวไม่ทัน ต้องมีการรีวิว และทบทวน เพื่อให้ครอบคลุม”
บทบาทหน้าที่หลัก ๆ ของดีอีจะเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานของรัฐ เพื่อเสนอให้ประชาชน และหน่วยงาน เช่น รัฐบาลมีนโยบายเกษตรแม่นยำ ดังนั้นข้อมูลการเกษตรและพาณิชย์ต้องเชื่อมโยงเพื่อให้ผู้ทำแผนการเพาะปลูก เป็นต้น โดยดีอีจะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมข้อมูลระหว่างกระทรวง เพื่อให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจบนพื้นฐานของสถิติที่แม่นยำ เช่น นโยบาย “เกษตรแม่นยำ” ที่ต้องเชื่อมข้อมูลกระทรวงเกษตรฯ, กระทรวงพาณิชย์ และข้อมูลการนำเข้า-ส่งออก
และมีกฎหมายที่ต้องปรับปรุงเพิ่มเติม เช่น กฎหมายที่เอื้อให้มีการเชื่อมโยงหน่วยงานให้บูรณาการกัน รวมถึงกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้รัฐเข้าสู่การเป็น Statistic-Based Decision Making หน่วยงานในกระทรวงอย่างสำนักงานสถิติแห่งชาติ ต้องกำหนดเกณฑ์มาตรฐานข้อมูล ขณะที่สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ทำระบบให้รองรับความต้องการของหน่วยงานรัฐ
“แนน บุณย์ธิดา” เสริมว่า ปัจจุบันประชาชนกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน รัฐบาลมีแนวทางช่วยเหลือเยียวยาผ่านมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งกำลังทำฐานข้อมูลประชาชนโดยจำแนกเป็นกลุ่มที่ชัดเจนว่ากลุ่มไหนควรได้รับการช่วยเหลือแบบใด เพื่อให้มีความแม่นยำ ตรงจุด ดีอีจึงต้องมีบทบาทในการเป็นตัวกลางบูรณาการข้อมูล
“การกวาดข้อมูลประชาชนเข้าสู่ระบบจะเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนนโยบายหรือมาตรการอื่น ๆ ไม่ใช่แค่ไทยช่วยไทยพลัส ให้ตรงจุดยิ่งขึ้น ขณะที่แพลตฟอร์มกลางอย่างทางรัฐ มีคนในระบบราว 30 ล้านราย จะมีการเชื่อมโยงข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งต้องดึงหน่วยงานอย่างสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล หรือ DGA เข้ามาช่วยดูแล การที่ DGA อยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรีก็ต้องใช้เวลาแก้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ซึ่งคงยาวเป็นปี”
อย่างไรก็ตามนโยบายเร่งด่วนคือการนำประชาชนเข้าสู่ระบบดิจิทัลให้ได้มากที่สุด เพื่อให้รัฐบาลจ่ายสวัสดิการหรือมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด รวดเร็ว และเป็นธรรม เน้นกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก
“ไชยชนก” กล่าวว่า การปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยจะส่งผลถึงการลงทุนและการกำกับดูแลแพลตฟอร์มข้ามชาติ จากเดิมที่เน้นเพียงการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติโดยไม่มีทิศทางชัดเจน รัฐบาลกำลังปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์ดิจิทัลใหม่เพื่อให้การลงทุนสร้างประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริงภายใต้หลักการ “Thai First”
“การลงทุนในอนาคตจะให้ความสำคัญกับความสามารถในการพึ่งพาตัวเองได้ (Self-Reliance) และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม”
ขณะที่การลงทุน Cloud-Data Center และดาวเทียม ต้องประเมินสถานการณ์โลกและความน่าไว้ใจของพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อให้เกิดความปลอดภัย และประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
“การกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นหนึ่งในสิ่งที่กระทรวงให้ความสำคัญ เช่น แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ แม้มีคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ดูแลด้านการผูกขาด ราคา และบริการ แต่ดีอีจะมุ่งเน้นให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เข้ามาจัดการเรื่องกฎหมายแพลตฟอร์มจริงจังเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ถ้า ETDA ไม่สามารถกำกับดูแลแพลตฟอร์มได้ก็ไม่รู้จะมี ETDA ไว้ทำไม”
อีกเรื่องที่ต้องเร่งทำคือ เรื่องค่าขนส่ง ซึ่งขณะนี้มีวิกฤตค่าน้ำมัน ขณะที่การขนส่งในแพลตฟอร์มดิจิทัลอีคอมเมิร์ซยังคงเป็นปัญหา จึงเตรียมแก้กฎหมายเพื่อกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องมีทางเลือกในการขนส่งที่ชัดเจน และเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค ไม่ให้มีการผูกขาดหรือบวกราคาตามใจชอบ ส่วนบริการขนส่งอย่างไปรษณีย์ไทยต้องหาทางช่วยเหลือประชาชนด้วย
ส่วนเจรจาลดค่า GP แพลตฟอร์ม เพื่อลดค่าครองชีพประชาชนได้มีการพูดคุยตั้งแต่รับตำแหน่งชั่วคราว 4 เดือน แต่ติดปัญหาที่ว่า ค่า GP เมื่อลดแล้วขึ้นได้ยาก แต่วิกฤตพลังงานรอบนี้คิดว่าทุกคนเห็นตรงกันแล้วว่าต้องบรรเทาเยียวยาความเดือดร้อนให้ประชาชน จึงเตรียมเรียกผู้ประกอบการแพลตฟอร์มมาหารืออีกครั้ง เพื่อหาแนวทางลดค่าครองชีพ โดยกระทรวงจะใช้กลไกทางกฎหมายและอำนาจการเจรจาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
“ไชยชนก” กล่าวด้วยว่า ไปรษณีย์ไทยอาจต้องทบทวนเป้าหมาย และบทบาทในการเป็นหน่วยงานที่ช่วยเหลือประชาชน
และว่า รัฐวิสาหกิจอาจไม่จำเป็นต้องมีกำไรเป็น “เม็ดเงิน” แต่คือคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน
ขณะที่ “แนน บุณย์ธิดา” กล่าวว่า บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) ต้องปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ให้ชัดเจนขึ้น จากเดิมที่มองอนาคตไม่ชัดเจน ต้องยกระดับมาเป็นผู้ดูแลภาคประชาชน และแสวงหากำไรอย่างมีทิศทาง โดยต้องคงความเป็นอันดับหนึ่งด้านความแม่นยำ และต้องปรับตัวเพื่อดูแลประชาชนในยุคที่ค่าขนส่งและพลังงานเปลี่ยนแปลง
“ไชยชนก” กล่าวว่า หลังรับตำแหน่งมา 4 เดือน แต่ครั้งนี้ 4 ปี รัฐบาลมีความสามัคคี และความต่อเนื่อง เรื่องภัยสังคม เรื่องสแกมเมอร์แม้เบาลงแต่ยังกระทบประชาชน และมีผลกระทบต่อจิตใจและชีวิตประชาชนรุนแรงขึ้น เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจ จึงยังเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง ด้วยการยกระดับกฎหมาย ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงผ่านคณะทำงานร่วมหลายกระทรวง เพื่อให้สามารถรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติได้ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการแก้ไข พ.ร.ก.ป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อปราบปรามอาชญากรรม
และจะมีความร่วมมือระหว่างประเทศจากการลงนามอนุสัญญากับประเทศเวียดนาม เพื่อประสานงานและแบ่งปันข้อมูลเคสอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งรวมถึงการค้ามนุษย์และการฉ้อโกงออนไลน์
“การปรับปรุง พ.ร.ก. เดิมให้มีความครอบคลุมมากขึ้นคาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือนหน้า และจะมีการจัดตั้งหน่วยงานหรือทีมงานตอบโต้ หรือ White Hacker ภายใต้โครงสร้างนี้”
อีกเรื่องที่ทำต่อ คือเรื่องภัยพิบัติ ที่ประสบความสำเร็จในการทดลองใช้เทคโนโลยีพยากรณ์อากาศที่แม่นยำระดับตำบลในพื้นที่ภาคใต้ (กรณีหาดใหญ่) และมีแผนขยายผลทั่วประเทศ เพื่อสร้างระบบที่เป็นรูปธรรมในการสื่อสารและเชื่อมต่อการรับมือภัยพิบัติ รวมถึงการบูรณาการข้อมูลร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกระทรวงกลาโหม เพื่อซักซ้อมและสร้างระบบรับมือภัยพิบัติที่ถาวรและมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้การแก้กฎหมายและแผนปฏิบัติการข้างต้นยังต้องคำนึงถึงภัยคุกคามใหม่ อย่าง “ควอนตัม” ที่ไทยต้องเริ่มนำมาตรฐานการเข้ารหัสแบบควอนตัมมาแล้ว ซึ่งยังมีคนที่ทำอยู่ไม่กี่ราย
ส่วนนโยบายต่อเนื่องด้านความมั่นคงทางสังคมและสวัสดิการ จะใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อมข้อมูลเพื่อให้รัฐดูแลประชาชนได้ทั่วถึง มีระบบฐานข้อมูลที่แม่นยำ ช่วยให้ตัดสินใจและมอบสวัสดิการถึงมือกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและโปร่งใส โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตค่าครองชีพหรือพลังงาน และต้องการสร้างระบบสื่อสาร และพยากรณ์อากาศที่มีประสิทธิภาพและแม่นยำระดับตำบล เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตัดสินใจรับมือกับภัยธรรมชาติได้อย่างทันท่วงที
อ่านข่าวต้นฉบับ: “ดีอี” ยุค 2 รมต. ชู “Thai First” ดึงลงทุน ปรับแผนยุทธศาสตร์ดิจิทัล
