ธุรกิจประกันภัยถือเป็นหนึ่งใน “รากฐาน” การสร้างความยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจ เพราะหัวใจของธุรกิจประกันภัย คือการเป็นธุรกิจที่แบกรับความเสี่ยงมวลหมู่มหาชน เป็นเบาะรองช่วยให้บุคคลและธุรกิจไม่ล้มละลาย หรือสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ เมื่อเกิดวิกฤตเหตุไม่คาดคิด
ในโอกาสครบรอบ 50 ปี หนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” กับคอลัมน์พิเศษ “50 Impact” ฉบับนี้พบกับบทสัมภาษณ์พิเศษ “ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน” กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ถือเป็นบริษัทประกันวินาศภัยยุคแรก ๆ ของประเทศ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 79 ปี มาร่วมถ่ายทอดบทเรียนการก้าวข้ามวิกฤต มุมมองความคิด และโจทย์ท้าทายของอุตสาหกรรมประกันภัยไทย
“ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน” ผู้บริหารมืออาชีพที่เป็นลูกหม้อของกรุงเทพประกันภัยย้อนอดีตว่า “กรุงเทพประกันภัย”ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2490 เดิมชื่อบริษัท “เอเชียพาณิชย์ประกันสรรพภัย” โดย “เจ้าสัวชิน โสภณพนิช” ผู้ก่อตั้งธนาคารกรุงเทพ ด้วยแนวคิดให้ธุรกิจธนาคารและประกันภัยเป็นกลไกทางการเงินที่เกื้อหนุนกัน ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น “กรุงเทพประกันภัย” ในปี 2507 และเติบโตต่อเนื่องมาภายใต้การบริหารของ “ชัย โสภณพนิช” บุตรชายของ “เจ้าสัวชิน” จนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อปี 2521
จุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2566 บริษัทได้ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ จัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งขึ้นมา คือบริษัท บีเคไอ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BKIH เป้าหมายเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาธุรกิจประกันภัย เปิดโอกาสในการขยายการลงทุนไปสู่ธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงและสนับสนุนการดำเนินงานกรุงเทพประกันภัย เช่น ธุรกิจโรงพยาบาล เทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างแพลตฟอร์มให้บริการแพทย์ทางไกล
“เจตนาของการปรับโครงสร้างก็เพราะโลกเปลี่ยนเร็ว ความผันผวนเยอะ การดำเนินธุรกิจที่อิงธุรกิจเดียวต้องยอมรับว่าจะมีีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย การที่เป็นโฮลดิ้งทำให้สามารถกระจายความเสี่ยง และขยายกรอบการดำเนินธุรกิจนอกเหนือจากวินาศภัยไปสู่ธุรกิจใกล้เคียงอย่างอื่นที่มีประสบการณ์ หรือที่มองเห็นว่ามีอนาคตเติบโตต่อไปได้”
ถ้าประกันภัยมีความผันผวน ผลประกอบการอาจจะไม่สวยงาม ก็ยังมีธุรกิจอื่นที่สามารถสร้างผลประกอบการเข้ามาทดแทนได้ และสามารถขยายการลงทุนได้อย่างกว้างขวางขึ้น
ดร.อภิสิทธิ์อธิบายว่า ประกันภัยเป็นธุรกิจที่อยู่กับความเสี่ยง เพราะต้องรับโอนความเสี่ยงจากมวลหมู่มหาชน ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับใครคนใดคนหนึ่งที่โอนความเสี่ยงมาให้เรา บริษัทก็ต้องมีเงินกองทุนหยิบเอาไปใช้ ดังนั้นหัวใจสำคัญก็คือต้องมีเงินกองทุนแข็งแรง
สิ่งที่ธุรกิจประกันภัยทำอยู่ คือต้องรวบรวมสมาชิกเยอะ ๆ เข้ามาในกองทุนที่มีความเสี่ยงเดียวกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่มีใครเกิดภัยก็หยิบเอาเงินก้อนนี้ไปชดใช้ สิ่งนี้การคือบริหารความเสี่ยงที่ต้องดูให้ดี ว่าคนที่ทำประกันในทรัพย์สินเดียวกันจะไม่เกิดความเสียหายในสิ่งเดียวกันพร้อม ๆ กัน เพราะถ้าเกิดพร้อมกันเราจะไม่มีเงินพอที่จะกลับไปชดใช้ให้ได้ ซึ่งบริษัทประกันภัยเองจะต้องพิจารณาให้รอบคอบในการพยากรณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ประกันภัยคือหนึ่งใน “รากฐาน” สำคัญของการสร้างความยั่งยืนของเศรษฐกิจ เพราะช่วยให้บุคคลและธุรกิจสามารถก้าวต่อไปได้ ไม่ต้องล้มละลาย ถ้ามีประกันภัยก็สามารถกลับมามีสถานะทางการเงินได้ใกล้เคียงเดิม เหมือนไม่ได้เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น และจากบทบาทดังกล่าวจึงทำให้ธุรกิจประกันภัยมีความมั่นคงและเติบโตในทุกประเทศทั่วโลก
ซีอีโอ BKIH กล่าวถึงโจทย์ความท้าทายในอนาคตของธุรกิจประกันภัยว่าคือภัยมีความหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะภัยธรรมชาติ ภาวะโลกร้อน นำไปสู่การเกิดมหันตภัยที่ใหญ่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาวะเอลนีโญ ลานีญา คือมหันตภัยที่ไม่รู้จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และไม่รู้ว่าความรุนแรงจะมากแค่ไหนด้วย ซึ่งเป็นความท้าทายของธุรกิจประกันภัยที่จะต้องมองให้รอบคอบ เพี่อจัดการและบริหารความเสี่ยงให้มากพอ
“อย่างประเทศไทยเมื่อก่อนถูกมองว่าไม่มีมหันตภัย แต่วันดีคืนดีก็เกิดสึนามิขึ้นมา เกิดน้ำท่วมทั่วประเทศ อยู่มาวันใดวันหนึ่งก็เกิดแผ่นดินไหว หรือแม้แต่โรคระบาดที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ความเสี่ยงมีความผันแปรและเพิ่มดีกรีของความเสี่ยงขึ้นเรื่อย ๆ คือความท้าทายของการดำรงอยู่ในธุรกิจประกันภัย ว่าเราจะบริหารจัดการอย่างไร เพื่อที่จะได้มีผลประกอบการมาชดใช้ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้”
ขณะที่ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น หมายความว่าเงินในกระเป๋าคนจะน้อยลง ทำให้ไม่อยากควักเงินออกมาจ่ายเบี้ย ซึ่งหากเป็นต่างประเทศที่มีความเข้าใจจะไม่ตัดเบี้ยประกันภัยออกไปจากรายจ่าย แต่ประเทศไทยหากคนเป็นหนี้เยอะจะเลือกตัดเบี้ยประกันทิ้งก่อนก็เป็นความท้าทายอีกแบบ
“ดร.อภิสิทธิ์” กล่าวว่า บททดสอบใหญ่ที่สุดของธุรกิจประกันคือ โควิด-19 ซึ่งช่วงแรกบริษัทประกันภัย รวมถึงกรุงเทพประกันภัยได้ออกผลิตภัณฑ์ “เจอ จ่าย จบ” เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีรายได้ระหว่างการกักตัว แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในช่วงสายพันธุ์โอไมครอนที่ความรุนแรงลดลง มีการฉีดวัคซีน กลับเกิดพฤติกรรมจงใจให้ติดเชื้อเพื่อเรียกร้องค่าสินไหม ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลต่อทั้งระบบ
โดยมูลค่าความเสียหายของอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยสูงถึง 1.5 แสนล้านบาท โดยกรุงเทพประกันภัยได้รับผลกระทบ 1.3 หมื่นล้านบาท บางบริษัทเสียหายถึง 3 หมื่นล้าน และหลายบริษัทไปต่อไม่ได้ ต้องปิดตัว เพราะไม่คิดว่าอัตราการติดเชื้อจะกระจายตัวและมีคนตั้งใจจะให้ติดเชื้อมากขนาดนี้
“วิกฤตโควิด ถือเป็นวิกฤตที่สร้างความเสียหายให้กับธุรกิจประกันมากสุด แต่ถ้านับความเสียหายเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด คือน้ำท่วมปี 2554 เสียหายประมาณ 4.8 แสนล้านบาท แต่ตอนนั้นส่วนใหญ่มีการทำประกันภัยต่อ ที่ช่วยรับความเสี่ยง”
บทเรียนสำคัญจากวิกฤตโควิดก็คือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัยต้องคำนึงถึงความเสี่ยงเชิงพฤติกรรม หรือการจงใจสร้างเหตุเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจนำไปสู่ความเสียหายรุนแรง หากไม่ได้รับการประเมินอย่างรอบคอบตั้งแต่ต้น
ดร.อภิสิทธิ์ระบุว่า ขณะที่เกิดวิกฤตมหันตภัยต่าง ๆ การที่บริษัทผ่านมาได้ สิ่งสำคัญคือการสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินไว้ล่วงหน้า การทำธุรกิจจำเป็นต้องมีกำไร ไม่ใช่แค่เพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้น แต่ขณะเดียวกันเราต้องมีกำไรมากพอเพื่อสะสมเป็นเงินสำรองและนำไปลงทุนต่อยอด เมื่อเกิดวิกฤตหรือภัยพิบัติที่ไม่คาดคิด บริษัทจะได้มีศักยภาพเพียงพอในการรับมือและดูแลผู้เอาประกันได้
สำหรับจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมประกันภัยในระยะต่อไป “ดร.อภิสิทธิ์” มองว่าอยู่ที่การหาสมดุลระหว่าง “ราคา” และ “ความยั่งยืน” ของธุรกิจ เพราะหากตั้งเบี้ยต่ำเกินไปก็เสี่ยงขาดทุน แต่หากสูงเกินไปก็ไม่สามารถแข่งขันได้ ดังนั้นหัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การกำหนดราคาที่เหมาะสมควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
จากเทรนด์ผู้บริโภคที่หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น ถือเป็นโจทย์ใหม่ของประกันภัย ดร.อภิสิทธิ์อธิบายว่า EV ไม่ใช่ความท้าทายใหม่ หากตลาดเข้าใจความเสี่ยงอย่างแท้จริง แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่การแข่งขันด้านราคา ทำให้เบี้ยประกันภัยไม่สะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริง โดยรถ EV มีต้นทุนการซ่อมสูงกว่ารถยนต์สันดาปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากโครงสร้างรถที่พึ่งพาเทคโนโลยี เซ็นเซอร์ และระบบไฟฟ้าขั้นสูง ทำให้เมื่อเกิดความเสียหายต้องเปลี่ยนอะไหล่ทั้งชิ้น และยังต้องเข้ารับบริการในศูนย์ผู้ผลิตเป็นหลัก ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้อัตราความเสียหาย (Loss Ratio) ของรถ EV อยู่ในระดับสูงโดยเฉลี่ยกว่า 70%
อีกปัจจัยสำคัญคือ “แบตเตอรี่” ซึ่งมีมูลค่าสูงเกือบครึ่งหนึ่งของราคารถ เมื่อเกิดความเสียหายส่วนใหญ่ต้องเปลี่ยนใหม่ ขณะที่โครงสร้างแบตเตอรี่ต้นทุนมาจาก Rare Earth ซึ่งปัจจุบันแพงขึ้นเยอะและหายากมากขึ้น เพราะแหล่งที่มีแรร์เอิร์ทใหญ่ที่สุดในโลกอย่างจีนจำกัดการส่งออกจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เพราะฉะนั้นการผลิตแบตเตอรี่ก็จะแพงขึ้น ต้นทุนการซ่อมรถ EV ในอนาคตก็จะแพงขึ้นด้วย
ตอนนี้บริษัทประกันภัยทุกบริษัทยังขาดทุนกับพอร์ตรถ EV และไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่ทั่วโลก Loss Ratio ของ EV ค่อนข้างสูง ในส่วนของกรุงเทพประกันภัยก็ระมัดระวังในการรับประกัน EV เลือกขยายในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ โดยมีสัดส่วนเพียง 2% ของพอร์ตประกันรถยนต์ โดยพอร์ตของบริษัทเป็นประกันภัยรถยนต์สัดส่วนประมาณ 43% ของเบี้ยประกันภัยรับรวมที่ 3.1 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือจะเป็นประกันทรัพย์สิน อุบัติเหตุ และสุขภาพ
ดร.อภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ทิศทางการเติบโตของกรุงเทพประกันภัยปี 2569 บริษัทตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ประมาณ 4% ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยการลงทุนภาครัฐจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวยังเผชิญความท้าทาย อย่างไรก็ตาม โอกาสใหม่กำลังเกิดขึ้นจากการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนสูง และต้องพึ่งพาประกันภัยในทุกช่วง ตั้งแต่การก่อสร้างไปจนถึงการประกันทรัพย์สินหลังเปิดดำเนินการ ซึ่งกรุงเทพประกันภัยเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่มีศักยภาพรองรับความเสี่ยงขนาดใหญ่เหล่านี้
อ่านข่าวต้นฉบับ: CEO กรุงเทพประกันภัย ถอดบทเรียนโลกป่วน ธุรกิจแบกความเสี่ยง