กรมการค้าภายในเรียกผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรายใหญ่-ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ หารือวางระบบติดตามปริมาณและราคา “5 กลุ่มสินค้าเป้าหมาย” ครอบคลุมการใช้พลาสติกกว่า 40% ของตลาด เริ่มให้ผู้ประกอบการรายงานข้อมูลทันทีหลังประชุม เพื่อสกัดการบิดเบือนกลไกตลาดและป้องกันกักตุนสินค้า ท่ามกลางความเสี่ยงต้นทุนผันผวนจากสถานการณ์โลก แม้ภาพรวมสต๊อกยังเพียงพอใช้ถึงมิถุนายน-กรกฎาคม 2569
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา กรมได้เชิญผู้ผลิตเม็ดพลาสติกและผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์เข้าหารือร่วมกัน ทั้งผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น PTTGC, SCG, IRPC และ Dow Chemical รวมถึงผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า 5 กลุ่ม เพื่อประเมินความเหมาะสมของรายการสินค้า ปริมาณสินค้าที่มีอยู่ ราคาจำหน่าย และรูปแบบการรายงานข้อมูลต่อภาครัฐ เพื่อที่จะสามารถติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด
สำหรับสินค้าเป้าหมายที่นำเข้าสู่การกำกับดูแลในระยะแรกมี 5 กลุ่ม ประกอบด้วย 1. กล่องพลาสติกใส่อาหาร 2. ถุงแกงทั้งร้อนและเย็น 3. ถุงหูหิ้วและถุงพลาสติกทั่วไป 4. ถุงขยะ และ 5. ถุงสำหรับสินค้าเกษตร เช่น ถุงปุ๋ยและถุงกระสอบ โดยที่ประชุมเห็นตรงกันว่าสินค้าทั้ง 5 กลุ่มเป็นสินค้าจำเป็นต่อประชาชน และครอบคลุมการใช้พลาสติกมากกว่า 40% ของการใช้งานในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ผลการหารือในครั้งนี้ พบว่า ในกลุ่มสินค้าที่นำมาพิจารณานั้นถือว่าเหมาะสม ครอบคลุมที่จะติดตามและกำกับดูแล รวมไปถึงการติดตามปริมาณมีมากน้อยแค่ไหน รวมไปถึงราคาเป็นอย่างไร และแบบฟอร์มที่ผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องรายงาน เข้ามาที่กรมการค้าภายใน เพื่อใช้เป็นหลักในการติดตาม ปริมาณและราคาเพื่อไม่ให้เกิดการบิดเบือนราคาและมีการกระตุน ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542
ขณะที่ ภาพรวมสถานการณ์ปริมาณเม็ดพลาสติกและสินค้าบรรจุภัณฑ์ ถือว่ายังอยู่ในระดับผ่อนคลาย ภาคเอกชนส่วนใหญ่ประเมินว่ามีสินค้าเพียงพอต่อการใช้งานอย่างน้อยถึงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2569 จึงยังไม่น่าเป็นห่วง ว่าจะขาดแคลนสินค้าในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ “ราคา” เนื่องจากยังมีความผันผวนตามสถานการณ์โลก โดยเฉพาะปัจจัยจากความไม่แน่นอนบริเวณช่องแคบฮอร์มุมสำคัญ ซึ่งส่งผลให้ราคาวัตถุดิบปรับขึ้น-ลงอย่างรวดเร็ว ภาครัฐจึงจำเป็นต้องติดตามข้อมูลต้นทุนและราคาตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อป้องกันการบิดเบือนกลไกตลาด
ในเบื้องต้น ในเรื่องของการรายงานผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับเม็ดพลาสติกสำหรับสินค้า 5 กลุ่ม จะเริ่มรายงานข้อมูลต่อกรมการค้าภายในทุกวันพุธ เป็นรายสัปดาห์ ขณะที่ผู้ผลิตที่นำเม็ดพลาสติกไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จะรายงานข้อมูลทุก 15 วัน เพื่อให้ภาครัฐเห็นต้นทุนและการเคลื่อนไหวของราคาตั้งแต่ต้นน้ำถึงกลางน้ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็จะทำให้สามารถติดตามการจำหน่ายปลีกในสินค้าดังกล่าวเพื่อไม่ให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด หรือการกักตุนในอนาคต โดยจะให้มีการรายงานทันทีหลังจากการประชุมครั้งนี้
“จากนี้เราจะต้องมีการพิจารณาและกำหนดผู้ประกอบการที่จะมีการรายงานข้อมูล ซึ่งคาดว่าจะครอบคลุมประมาณ 70% ของแต่ละรายการสินค้า เพื่อที่จะให้มีการรายงานข้อมูลมาที่กรมการค้าภายใน ซึ่งมีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเฉพาะที่ผู้ผลิตสินค้าดังกล่าวมีจำนวนมากถึง 468 ราย ส่วนผู้ผลิตเม็ดพลาสติกมีจำนวนไม่มาก จึงคาดว่าจะสามารถรวบรวมข้อมูลได้ค่อนข้างรวดเร็ว และเริ่มเห็นภาพสถานการณ์ชัดเจนภายในสัปดาห์นี้”
อย่างไรก็ดี หลังจากการประชุมครั้งนี้จะนำข้อสรุปต่างๆ เสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานพิจารณาต่อไปด้วย
สำหรับโครงสร้างการกำกับดูแล รัฐบาลตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นมาขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหาเม็ดพลาสติก โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงมหาดไทย รวมถึงภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันพลาสติก สมาคมอุตสาหกรรมพลาสติก และกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
อ่านข่าวต้นฉบับ: พาณิชย์คุมเข้มเม็ดพลาสติก ดึง 5 กลุ่มบรรจุภัณฑ์เข้าระบบ สกัดปั่นราคา-กักตุน
