เปิดเหตุผล ซีอีโอและประธานฮอนด้ากล่าว “ไม่มีโอกาสชนะจีน” หลังเยี่ยมชมโรงงานผลิตรถอีวีจีนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ขณะที่ปัจจุบัน บริษัทเลื่อนแผนนำระบบ AI ขับขี่อัตโนมัติมาใช้ ไปอยู่ที่ปี 2028 ท่ามกลางภาวะขาดทุนหนักและการปรับกลยุทธ์ด้านอีวีครั้งใหญ่
SlashGear เว็บไซต์ข่าวข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีและยานยนต์ รายงานว่า การแข่งขันด้านรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) กับผู้ผลิตสัญชาติจีน เป็นทั้งเป้าหมายและจุดจบของผู้ผลิตรถยนต์หลายราย ตั้งแต่ยุโรปไปจนถึงอเมริกาและญี่ปุ่น เช่นเดียวกับ ฮอนด้า มอเตอร์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายจากการด้อยค่าสินทรัพย์ 1.58 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.2 พันล้านล้านบาท) เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ด้านรถอีวีครั้งใหญ่
นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า ฮอนด้าเลื่อนแผนการนำระบบขับขี่อัตโนมัติด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) Navigate on Autopilot (NOA) มาใช้กับรถยนต์ของตน ออกไปเป็นปี 2028 หลังจากที่ต้องยกเลิกการผลิตรถอีวีซีรีส์ 0 สามรุ่นที่มีแผนจะวางจำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนือ รวมถึงรถอีวี Afeela ที่กำลังพัฒนาร่วมกับโซนี่
ก่อนหน้านี้ เกือบหนึ่งปีก่อน นายโทชิฮิโร มิเบะ ซีอีโอและประธานบริษัทฮอนด้า กล่าวว่า ปี 2027 จะเป็นปีแรกของเทคโนโลยี NOA โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อชดเชยดีมานด์รถอีวีที่ลดลง แต่การยกเลิกแผนผลิตอีวี ส่งผลให้การใช้งานเทคโนโลยี NOA ล่าช้าออกไป และยังไม่มีแผนที่จะติดตั้งในโมเดลอื่น ๆ ที่กำหนดวางจำหน่ายในปี 2027
ย้อนกลับไป ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 นายมิเบะ เดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่เซี่ยงไฮ้ เพื่อดูว่าผู้ผลิตรถยนต์ของจีน สามารถผลิตรถยนต์จำนวนมากอย่างรวดเร็วอย่างไร จากนั้นเขาก็เดินทางออกจากโรงงานด้วยความรู้สึกร้อนใจ
“เราไม่มีโอกาสชนะจีนได้เลย” นายมิเบะกล่าว จากนั้นกล่าวกับซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนรถยนต์ของญี่ปุ่น ในการบรรยายสรุปเมื่อต้นเดือนมีนาคม ว่า “ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้เป็นระบบดิจิทัล”
SlashGear ระบุว่า ยอดขายฮอนด้าในจีน ลดลงจาก 1.62 ล้านคันในปี 2020 เหลือเพียง 640,000 คันในปี 2025 และปริมาณการผลิตต่อปีในจีนอาจลดลงต่ำกว่า 600,000 คันภายในสิ้นปี 2026 ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีน ปล่อยรถอีวีราคาถูก ที่มีทั้งรูปลักษณ์ ดีไซน์ เทคโนโลยี และคุณสมบัติที่สามารถแข่งขันกับแบรนด์ต่างชาติได้
ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีน สามารถรักษาต้นทุนให้ต่ำและผลิตรถยนต์ได้อย่างรวดเร็ว บางบริษัทสามารถเปิดตัวโมเดลใหม่ได้ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี ซึ่งเร็วกว่าแบรนด์รถเก่าแก่ถึง 2 เท่า โดยบริษัทใหม่ ๆ อย่างเสียวหมี่ กำลังผลิตรถยนต์ด้วยวิธีการนี้ คือการพึ่งพาเทคโนโลยีการผลิตแบบ Gigacasting ที่ใช้เครื่องหล่ออะลูมิเนียมแรงดันสูง หล่อชิ้นส่วนขนาดใหญ่เพียงชิ้นเดียว ลดจำนวนจุดเชื่อมชิ้นส่วนลง ทำให้ลดเวลาการผลิตลงครึ่งหนึ่ง
นอกจากนี้ เสียวหมี่ยังใช้สถานีหุ่นยนต์ในการประกอบรถยนต์ แทนกระบวนการประกอบแบบสายพานลำเลียงแบบดั้งเดิม การผสมผสานนวัตกรรมเหล่านี้ ทำให้เสียวหมี่สามารถผลิตรถยนต์ได้ 1,000 คันต่อวัน มากพอที่จะทำให้ นายจิม ฟาร์ลีย์ ซีอีโอของฟอร์ด มอเตอร์ กล่าวในช่วงปลายปี 2025 ว่า “จีนมีกำลังการผลิตรถยนต์ที่มากพอสำหรับตลาดอเมริกาเหนือทั้งภูมิภาค และสามารถทำให้พวกเราทุกคนต้องเจ๊ง”
อ่านข่าวต้นฉบับ: เหตุใด ‘CEO ฮอนด้า’ พ้อ ‘ไม่มีโอกาสชนะจีน’ หลังเยี่ยมชมโรงงาน EV เซี่ยงไฮ้