“วราวุธ” ชี้แลนด์บริดจ์ต้องรอบคอบชั่งน้ำหนักสิ่งแวดล้อมและเรื่องเศรษฐกิจ ย้ำไม่เหมาะกับการผลิตที่จะตั้งนิคมอุตสาหกรรม เหมาะกับคลังสินค้ามากกว่า ด้านการนิคมฯ เร่งขับเคลื่อนแผนงาน 5 Quick Win ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ว่าในที่ประชุมได้มีการหารือถึงโครงการแลนด์บริดจ์ แม้ว่าจะยังไม่ได้หารือกันอย่างเป็นทางการ แต่ส่วนตัวมองว่าหัวใจสำคัญ คือ การบริหารจัดการท่าเรือน้ำลึกที่ชุมพรและระนองให้มีประสิทธิภาพ ทั้งการขนถ่ายสินค้าและการเชื่อมต่อระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นทางรถไฟ ทางถนน หรือระบบท่อส่ง ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าควรอยู่บนพื้นราบหรือทางยกระดับ
เนื่องจากพื้นที่นั้นอุดมสมบูรณ์มาก การดำเนินการจะต้องประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเปรียบเทียบต้นทุนกับเวลาที่ประหยัด และเมื่อเทียบกับการผ่านช่องแคบมะละกา
ทั้งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนไป ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหนในระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือต้องฟังเสียงของพี่น้องชาวชุมพรและระนองในฐานะเจ้าของพื้นที่ด้วย
”ถ้าแลนด์บริดจ์จะเกิดเราคงไม่ได้เข้าไปตั้งนิคมอุตสาหกรรม เพราะในโครงการนี้มันเป็นการเชื่อมระบบโลจิสติกส์ของฝั่งอันดามันกับอ่าวไทย ดังนั้นมันควรเป็นคลังสินค้ามากกว่า เพื่อมาพักสินค้า ที่จะขนส่งต่อ มันไม่ควรตั้งภาคการผลิตในตรงนั้น เพราะเราก็ห่วงเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะอย่างที่ทราบผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก”
นอกจากนี้ประเด็นเรื่องการจะขยายพื้นที่นิคมฯ ในบริเวณนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะมีเขตอุทยานแห่งชาติอยู่มาก แต่การพัฒนาประเทศต้องอาศัยความสมดุล เปรียบเหมือนรถยนต์ที่กระทรวงอุตสาหกรรมคือคันเร่ง ถ้าเหยียบอย่างเดียวโดยไม่แตะเบรกเลยก็จะเกิดอุบัติเหตุ แต่ถ้าเหยียบแต่เบรก ประเทศก็ไม่พัฒนา จึงต้องมาชั่งน้ำหนักว่าสิ่งที่ได้กับสิ่งที่ต้องเสียไปนั้นคุ้มค่าหรือไม่
สำหรับนโยบายเชิงรุกแก่คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยในปี 2569 ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและความยั่งยืนในระดับสากล ผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ คือ 1.Policy Driven & World Bank Partnership ด้วยการผนึกธนาคารโลก (World Bank) นำมาตรฐาน Green Finance มาเป็นกลไกสนับสนุนงบประมาณดอกเบี้ยต่ำให้แก่ SMEs ในโครงการ Low Carbon Cities เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตสู่เทคโนโลยีสะอาด รองรับอุตฯ Semiconductor และ AI
2.Personal Vision (Carbon Credit & Net Zero) จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตในนิคมอุตสาหกรรม ที่ได้มาตรฐานสากล รองรับระบบ ETS และรับมือมาตรการ CBAM เพื่อบริหารจัดการต้นทุนคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ
3.Law Reform (ปลดล็อกขีดความสามารถการแข่งขัน) ปฏิรูปข้อบังคับและกฎหมายให้นำระบบดิจิทัลและการรับรองตนเอง (Self-Certify) มาใช้ โดยตั้งเป้าหมายลดระยะเวลาอนุมัติอนุญาตตั้งโรงงานให้จบภายใน 1 เดือน
4. People Engagement & Environmental Surveillance ยกระดับการเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำขั้นสูงสุด ผ่านระบบตรวจวัดออนไลน์ (BOD/COD Online) หรือ “ตาอัจฉริยะ” ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมบูรณาการข้อมูลร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เพื่อป้องกันการลักลอบปล่อยน้ำเสียสู่ชุมชนอย่างเด็ดขาด
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า กนอ. จะเร่งขับเคลื่อนแผนงาน 5 Quick Win ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ได้แก่ การพัฒนาระบบ Smart Grid และ Waste Close Loop ในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อลดต้นทุนและมุ่งสู่ Zero Waste พร้อมยกระดับสาธารณูปโภครองรับอุตสาหกรรมปลายน้ำที่มีมูลค่าสูง (Downstream Industry) และเปลี่ยนนิคมอุตสาหกรรมสู่เมืองอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City) โดยนำเทคโนโลยีคลาวด์อัจฉริยะมาใช้บริหารจัดการข้อมูลและบริการแบบ One Stop Service
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘วราวุธ’ ชี้แลนด์บริดจ์ไม่เหมาะตั้งนิคมฯ ต้องชั่งน้ำหนักสิ่งแวดล้อม-เศรษฐกิจ