คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
การประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันที่ 29 เมษายน มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.5%-3.75% เนื่องจากเห็นว่าเงินเฟ้อยังสูง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคาพลังงานที่กระชากขึ้น ทั้งนี้การประชุมดังกล่าวจะเป็นนัดสุดท้ายภายใต้ “เจอโรม พาวเวลล์” ที่จะหมดวาระการเป็นประธานเฟดในกลางเดือนพฤษภาคมนี้
อย่างไรก็ตามมีปราฏการณ์ที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก นั่นก็คือมีผู้คัดค้านมากถึง 4 คน ทำให้มติออกมาเป็น 8-4 โดยที่ 1 คนคือสตีเฟ่น มิแรน ต้องการให้ลดดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งเป็นจุดยืนของเขามาตลอดที่สวนทางเสียงส่วนใหญ่ เนื่องจากมิแรนเป็นคนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่งตั้งมา
ส่วนอีก 3 คน ซึ่งล้วนเป็นประธานเฟดสาขา ได้แก่ ประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์ มินนีอาโปลิสและดัลลัส ไม่ได้คัดค้านการคงอัตราดอกเบี้ย แต่คัดค้านถ้อยคำในแถลงการณ์ของคณะกรรมการ ที่ส่งสัญญาณว่าจะมีการผ่อนคลายนโยบายการเงินในอนาคต โดยทั้ง 3 คนไม่อยากให้ใส่ถ้อยคำลักษณะดังกล่าวไว้ในแถลงการณ์ เพราะเป็นห่วงเงินเฟ้อซึ่งยังอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน โดยเตือนว่าเป็นเรื่องอันตราย
ดังนั้นจึงถือว่าเป็นการประชุมที่มีกรรมการเสียงแตกมากที่สุดนับจากปี 1992 ซึ่งในครั้งนั้นก็มีกรรมการคัดค้านมากถึง 4 คนเช่นกัน
เบรนต์ ชุตเต ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการลงทุนของ Northwestern Mutual ระบุว่า การที่มีกรรมการคัดค้านถึง 4 คน ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่ผลการประชุมในอีกหลายเดือนข้างหน้าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ย แต่ยังสะท้อนให้เห็นความเป็นจริงว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะใกล้ยังมีความไม่แน่นอนสูง เมื่อดูจากข้อมูลที่ขัดแย้งกันระหว่าง ตลาดแรงงาน การเติบโตของเศรษฐกิจ ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังคงค้างสูงอยู่ที่เกิน 3% นับจากปลายปี 2023 ในขณะที่ประธานเฟดคนใหม่คือเควิน วอร์ช ต้องการเปลี่ยนแปลง
ทั้งนี้ตลาดซึมซับข่าวมาก่อนหน้านี้แล้วว่า เฟดไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และเลยไปจนถึงปีหน้า (2027)
ก่อนหน้าการประชุมเฟดครั้งนี้ คณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภาสหรัฐได้ออกเสียงเห็นชอบให้เควิน วอร์ช เป็นประธานเฟดคนใหม่ หลังจาก ทอม ทิลลิส วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน ได้ถอนการคัดค้านออกไป โดยก่อนหน้านี้ทิลลิส ประกาศว่าเขาจะคัดค้านการรับรองวอร์ช จนกว่าคดีของเจอโรม พาวเวลล์ ที่ถูกรัฐบาลสหรัฐดำเนินคดีอาญาในข้อหาใช้งบประมาณไม่โปร่งใสและฟุ่มเฟือยในการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของเฟดจะมีข้อยุติ ซึ่งในที่สุดส่งผลให้รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมสหรัฐยอมยกเลิกการสอบสวนพาวเวลล์ และส่งต่อคดีให้กับผู้ตรวจราชการทั่วไปของเฟดรับหน้าที่แทน
ทางด้านพาวเวลล์ได้ส่งสัญญาณว่า ถึงแม้จะหมดวาระการเป็นประธานเฟด แต่เขาจะยังนั่งอยู่ในคณะกรรมการผู้ว่าการธนาคาร (Board of Governors) จนกว่าการสอบสวนเรื่องการปรับปรุงสำนักงานใหญ่จะเสร็จสมบูรณ์และมีข้อยุติอย่างโปร่งใส ถึงแม้จะรู้สึกโล่งอกที่กระทรวงยุติธรรมล้มเลิกการสอบสวน แต่ตนยังต้องเฝ้ามองกระบวนการต่อจากนี้อย่างระมัดระวัง
ซีเอ็นบีซีรายงานว่า โดยปกติแล้วประธานเฟดจะออกจาก Board of Governors ทันทีที่ประธานเฟดคนใหม่เข้าดำรงตำแหน่ง ถ้าหากคดียังไม่มีข้อยุติและพาวเวลล์ยังนั่งอยู่ในบอร์ด ก็เท่ากับว่าเป็นครั้งแรกนับจากยุคของนายมาร์ริเนอร์ เอคเคิลส์ (Marriner Eccles) ในปี 1948 ที่ประธานเฟดไม่ยอมลุกจาก Board of Governors
พาวเวลล์และเอคเคิลส์ประสบปัญหาคล้ายกัน อันเกิดจากแรงกดดันจากรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายการเงิน กรณีของเอคเคิลส์นั้นอยู่ในสมัยของอดีตประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมน ที่ต้องการให้เฟดลดดอกเบี้ยต่ำ ๆ เพื่อช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาล ส่วนประธานาธิบดีทรัมป์ในปัจจุบันกดดันให้เฟดลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือตลาดบ้านและตลาดแรงงาน รวมทั้งลดภาระดอกเบี้ยจ่ายของหนี้สาธารณะที่สูงเกือบ 39 ล้านล้านดอลลาร์
กรณีของเอคเคิลส์นำไปสู่ข้อตกลง Treasury-Fed Accord ปี 1951 ซึ่งมีการสร้างเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างรัฐบาลและเฟด และนำมาซึ่งความเป็นอิสระของเฟดอย่างเป็นทางการ
วาระการอยู่ในบอร์ดของพาวเวลล์จะหมดลงในเดือนมกราคม 2028 การที่พาวเวลล์จะยังนั่งอยู่ในบอร์ด ก็เท่ากับปฏิเสธไม่ให้ทรัมป์แต่งตั้งคนของตัวเองเข้ามานั่งในบอร์ด ซึ่งมีสิทธิออกเสียงเกี่ยวกับนโยบายดอกเบี้ย ดังนั้นจะไม่ทำให้สมดุลของกรรมการสายเหยี่ยวและพิราบในคณะกรรมการนโยบายการเงินเกิดการเปลี่ยนแปลง ถึงแม้เควิน วอร์ช ซึ่งถูกมองว่าน่าจะมีนโยบายสนองทรัมป์จะเข้ามาเป็นประธานเฟดและนั่งในบอร์ดก็ตาม เพราะในเมื่อพาวเวลล์ไม่ยอมออกจากบอร์ด ก็เท่ากับว่าวอร์ชจะนั่งในบอร์ดแทนที่สตีเฟ่น มิแรน ที่วาระหมดลงไปแล้วตั้งแต่วันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา รวมแล้วเท่ากับว่าฝ่ายของทรัมป์มีแค่ 3 เสียงคือ วอร์ช, คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ และมิเชลล์ โบว์แมน
แบรด คอนเกอร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ลงทุนของ HIRTLE & CO ชี้ว่าเกิดการต่อสู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นในการประชุมครั้งนี้ จะเห็นว่าผู้คัดค้านที่ต้องการให้ใช้นโยบายตึงตัวได้ปักเขตการต่อสู้ไว้แล้วสำหรับประธานเฟดคนใหม่ คิดว่าสายเหยี่ยวมีความเหนือกว่าในขณะนี้ เพราะการบริโภคส่วนบุคคลและการลงทุนของภาคธุรกิจเติบโตแข็งแกร่ง
คริสโตเฟอร์ ฮอดจ์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ NATIXIS ระบุว่า ในไตรมาสต่อ ๆ ไปเฟดมีแนวโน้มจะเอนเอียงไปทางระมัดระวัง และรักษาสมดุลเงินเฟ้อที่ยังสูงกับอัตราการเติบโตที่อ่อนตัวลง เพราะในช่วงที่เงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมาย ผู้วางนโยบายจำเป็นต้องป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอันเนื่องมาจากราคาพลังงานคืบคลานเข้าไปในราคาต่าง ๆ เป็นวงกว้าง
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘เฟด’ ตรึงดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ ‘สายเหยี่ยว’ พรึบต้อนรับ ประธานคนใหม่