คลังดัน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เข้า ครม. 5 พ.ค. ชงแพ็กเกจเยียวยา 30 ล้านคน รื้อข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐย้อนหลัง 9 ปี เปิดลงทะเบียนใหม่ คาดได้เติมเงิน 4,000 บาท คู่ขนานแจกเงินคนละครึ่งพลัส 60 : 40 วงเงิน 4,000 บาท เข้า ครม. 12 พ.ค.อีกรอบ
จับตาการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (5 พ.ค. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อนำมาบริหารวิกฤตระลอกใหม่ ที่เป็นผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยมีหลักการใหญ่คือ มุ่งรักษาสมดุลการใช้เงินระหว่างการเยียวยาประชาชนในระยะสั้น และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศในการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานระยะยาว
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุเหตุผลที่กระทรวงการคลังและนายกรัฐมนตรี เห็นชอบลดวงเงินกู้เหลือ 400,000 ล้านบาท จากเดิมมีเป้าหมายกู้ 500,000 ล้านบาท เพื่อส่งสัญญาณเชิงบวกให้กับนักลงทุนต่างชาติ เห็นว่า รัฐบาลไทยยังมีความเคร่งครัดในการรักษาวินัยทางการคลัง (Fiscal Discipline) จะไม่มีการเปิดวงเงินกู้แบบเช็คเปล่าที่ไร้เป้าหมาย ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มาก่อนหน้านี้แล้ว
แหล่งข่าวกล่าวถึงหลักการและเหตุผล ที่กระทรวงการคลังจำกัดวงเงินกู้ในระดับ 400,000 ล้านบาท จะทำให้ตัวเลขหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยับไปอยู่ที่ประมาณ 68% ซึ่งยังไม่เกินเพดานที่ 70% คงเหลือพื้นที่ทางการคลังอีก 2% อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้ประเมินเผื่อไว้ว่า หากในอนาคตสถานการณ์วิกฤตยืดเยื้อและมีความจำเป็น รัฐบาลก็พร้อมพิจารณาขยายเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าการกู้เงินมาเก็บไว้เกินความจำเป็นตั้งแต่แรก
หลักการและเหตุผลสำคัญที่ต้องเร่งผลักดัน พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เนื่องจากในครั้งนี้ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางมีการทำลายฐานผลิตพลังงาน จนทำให้เกิดวิกฤตราคาพลังงาน และรัฐบาลประเมินว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้จบแบบม้วนเดียว แต่เป็นเหมือนคลื่นที่ทยอยซัดเข้ามาเป็นระลอก ตั้งแต่ราคาพลังงาน ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน จนลุกลามไปสู่วิกฤตของแพง
ซึ่งหากรัฐบาลไม่ดำเนินการกู้เงินเพื่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำมารองรับ ปลายทางที่อันตรายที่สุดคือเศรษฐกิจจะไหลไปสู่ภาวะที่ชะงักงันพร้อมกับเงินเฟ้อสูง หรือที่เรียกว่า Stagflation
สำหรับการจัดสรรเม็ดเงินกู้ 400,000 ล้านบาท จะถูกแบ่งสัดส่วนออกเป็น 50:50 ระหว่างการบรรเทาผลกระทบ เยียวยาประชาชน และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว โดยออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสามารถโยกย้ายได้ตามสถานการณ์
วงเงินในส่วนแรก ประมาณ 200,000 ล้านบาท จะมุ่งเน้นจัดสรรเพื่อการเยียวยากลุ่มเปราะบางและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยมีรายงานว่าจะนำมาใช้ในโครงการรูปแบบคนละครึ่งพลัส ที่ปรับสัดส่วนการร่วมจ่ายเป็นรัฐ 60% และประชาชน 40% เบื้องต้นกำหนดกรอบไว้ประมาณ 30 ล้านคน คนละ 4,000 บาท อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อให้เกิดความรัดกุมและคุ้มค่าที่สุด โดยเตรียมนำรายละเอียดทั้งหมดเสนอเข้า ครม. นัดถัดไปในวันที่ 12 พ.ค. 69 หลังจากที่โครงสร้าง พ.ร.ก.กู้เงิน ผ่านความเห็นชอบแล้ว
และเพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เกิดผลในระยะยาว กระทรวงการคลังเตรียมใช้โอกาสนี้ ในการรื้อระบบเปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เนื่องจากฐานข้อมูลเดิมไม่ได้ถูกทบทวนมานานถึง 9 ปีแล้ว เพื่อให้เงินช่วยเหลือพุ่งเป้าไปถึงมือกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำที่สุด โดยปัจจุบันมีผู้อยู่ในระบบ 13.2 ล้านคน ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ใหม่จะได้รับการช่วยเหลือในกรณีต่าง ๆ ตามสิทธิ์ของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และได้รับเงินเพิ่มเติมเข้าบัญชี 4,000 บาท เพื่อใช้จับจ่ายในร้านค้าสวัสดิการแห่งรัฐด้วย
ส่วนที่สอง วงเงินอีก 200,000 ล้านบาท จะถูกนำไปลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยพุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นไปตามผลการศึกษาของธนาคารโลก (World Bank) ที่ชี้ให้เห็นว่า หากไทยลดการนำเข้าพลังงานลงได้ จะเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันให้ตัวเลขจีดีพีเติบโตขึ้นโดยธรรมชาติ และจะส่งผลให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีลดลงได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
สำหรับขั้นตอนการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ จะมีการแต่งตั้งให้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการคัดเลือก และพิจารณาโครงการที่เข้าเกณฑ์ต้องได้ใช้วงเงิน จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยจะดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ ครม.เห็นชอบ ไปจนถึงวันสิ้นปีงบประมาณ 30 กันยายน 2570
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือ สสช. เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง และ กระทรวงมหาดไทย และ สสช. ได้ปฏิรูปการจัดระเบียบฐานข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐครั้งใหม่ ภายใต้โครงการ Data Cleansing ขณะนี้อยู่ระหว่างคัดกรอง Data Cleansing ข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีตัวเลขค้างเก่าจากปี 2560 อยู่ที่ราว 13.4 ล้านคน โดยจะมีการคัดกรองรายชื่อผู้เสียชีวิตผ่านระบบทะเบียนราษฎร์ และตรวจสอบฐานรายได้ที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา
อ่านข่าวต้นฉบับ: พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เข้า ครม.วันนี้ รื้อบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ แจกคนละครึ่งพลัส