นักวิชาการมาเลเซีย มองแลนด์บริดจ์ไทย โอกาสเกิด-ดับ อยู่ที่ผลการศึกษาอย่างรอบด้าน และความกล้าที่จะผลักดัน เชื่อเพื่อนบ้านปรับตัวครั้งใหญ่ หากสำเร็จจริง
โครงการแลนด์บริดจ์กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลัง พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ประกาศเดินหน้าเต็มร้อย มั่นใจว่าโครงการมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของประเทศไทย
เนเซอรี คาลิด (Nazery Khalid) ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งทางทะเลและโลจิสติกส์ของมาเลเซีย บอกกับ ประชาชาติธุรกิจ ว่า โครงการแลนด์บริดจ์ เต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้นของฝั่งที่เห็นประโยชน์และความน่ากังวลของผู้เสียประโยชน์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับการผลักดันโครงการขนาดยักษ์
อาจารย์พิเศษแห่ง Universiti Malaysia Terengganu และที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมหนักอย่าง Boustead Heavy Industries มองว่าในแง่ของการลงทุน ขนาดโครงการ 1 ล้านล้านบาท ไม่แน่ใจว่าแหล่งเงินภายในประเทศจะเพียงพอหรือไม่ และหากเชิญกลุ่มทุนจากต่างชาติมาร่วม เช่น สิงคโปร์ จีน พวกเขาจะอยากเข้าร่วมไหม หากประเมินแล้วขัดต่อผลประโยชน์ของพวกเขาเอง
เนเซอรี กล่าวว่า แนวคิดเกี่ยวกับการขุดคลองเชื่อมระหว่างทะเลอันดามันกับอ่าวไทยเป็นแนวคิดที่มีมาอย่างยาวนาน ได้ยินการเปรียบเทียบถึง ปานามา หรือ สุเอซ แต่ที่ผ่านมาก็เต็มไปด้วยคำถามและข้อถกเถียง ทั้งในแง่ความคุ้มทุน ความมั่นคง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีที่ใช้ รวมถึง ค่าธรรมเนียมในการผ่านทาง อย่างไรก็ตามส่วนตัว มองว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี หากจะมีการสร้างเส้นทางขนส่ง เพื่อเลี่ยงความแออัดของช่องแคบมะละกา ซึ่งจากข้อมูลที่มี ช่องแคบไทย ช่วยประหยัดเวลาได้ 2-3 วัน
“ต้องดูว่าเวลาที่ลดลงกับราคาที่ต้องจ่าย คุ้มค่าหรือไม่สำหรับผู้ประกอบการ”
เมื่อถามว่าหากโครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นจริง มาเลเซียมีแผนรับมืออย่างไร ?
เนเซอรี่ให้ความเห็นว่า มีคนมองเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งมองว่ามาเลเซียได้ประโยชน์ เช่น ตอนนี้มีโครงสร้างพื้นฐานบางอย่างถูกสร้างขึ้นทางตอนเหนือของมาเลเซีย ในรัฐเกดะห์และปะลิสที่ติดกับชายแดนไทย
มีการสร้างท่าเรือบก (Inland Port) และศูนย์รวมตู้คอนเทนเนอร์ของบริษัทรถไฟแห่งชาติ เพื่อเป็นศูนย์โลจิสติกส์รวบรวมสินค้าจากภาคใต้ของไทยและภาคเหนือของมาเลเซีย เพราะพวกเขาไม่มีทางออกสู่ทะเลสำหรับการส่งออกในฝั่งตะวันตกของไทย เนื่องจากแหลมฉบังอยู่ฝั่งตะวันออก
พวกเขาเลยวางแผนจะดึงสินค้าจากผู้ผลิต โดยเฉพาะ SMEs ที่ทำอาหาร สิ่งทอ ชิ้นส่วนต่างๆ เพราะเหล่านี้แพงกว่าหากจะส่งมาผ่านทางบกไปแหลมฉบังเมื่อเทียบกับการส่งลงมามาเลเซียเพื่อออกที่ท่าเรือปีนังทางตอนเหนือ
ดังนั้นเราเลยสร้างท่าเรือบกสองแห่งนี้เพื่อดึงดูดรถบรรทุกจากไทยให้มาส่งออกที่ปีนังแทนแหลมฉบัง
ถ้ามีแลนด์บริดจ์เกิดขึ้น มาเลเซียอาจจะรู้สึกถูกคุกคามบ้าง แต่ในขณะเดียวกันมันก็อาจสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเนื่องได้เช่นกัน ตอนนี้คนยังคงชั่งน้ำหนักข้อดี-ข้อเสียอยู่ แต่โดยรวมคิดว่าถ้าแลนด์บริดจ์ถูกสร้างจริงๆ มาเลเซียก็แค่ต้องปรับตัว
เมื่อถามในส่วนของประเทศโดยรอบอย่าง อินโดนีเซีย จากมุมมองประเทศเพื่อนบ้าน คาดว่าจะมีกลยุทธ์อย่างไรต่อไป?
เนเซอรี ให้ทัศนะต่อประเทศอินโดนีเซียว่าอาจจะรู้สึกถูกคุกคามมากกว่า เพราะสินค้าจำนวนมากที่เคยต้องอ้อมลงไปผ่านอินโดนีเซียจะเลี่ยงไปเลย ท่าเรือหลักของเขาคือ ตันจุงปรีอ็อก บนเกาะชวาจะถูกข้ามไป
อย่างไรก็ตามการพัฒนาพื้นที่จริง ต้องดูรายละเอียดอื่นๆ ที่สำคัญด้วย เช่น ความสามารถในการรองรับขนาดเรือ ที่สัมพันธ์กับระดับความลึกของคลอง และการถ่ายเทสินค้า
คล้ายกับสายการบิน เครื่องบินใหญ่อย่าง A380 ลงสุวรรณภูมิได้ แต่ลงสนามบินเล็กๆ อย่างหาดใหญ่ ภูเก็ต หรือพัทยาไม่ได้ เพราะสนามบินใหญ่มีรันเวย์ยาวและมีศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารมากกว่า จากนั้นคุณค่อยต่อเครื่องบินเล็กไปสนามบินย่อย นี่คือแนวคิดเรื่องการถ่ายลำสินค้า
ดังนั้น คุณสมบัติที่จะรองรับเรือขนาดยักษ์สำคัญมาก อย่าลืมว่าบริษัทเดินเรือยักษ์ใหญ่อย่าง Maersk, Evergreen หรือ COSCO พวกเขาเป็นผู้ให้บริการสายหลัก (Mainline Operators) เขาไม่อยากแวะท่าเรือหลายแห่ง เพราะทุกครั้งที่แวะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม
ดังนั้นมีเรื่องเศรษฐศาสตร์อีกมากที่ต้องคำนวณก่อนจะบอกได้ว่าโครงการแลนด์บริดจ์นี้จะคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจริงๆ ที่จะบอกคือ ในกระดาษมันดูดีมากเพราะมันเสนอเส้นทางที่สั้นกว่า และช่วยปกป้องไทยจากความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซ แต่ไม่ได้การันตีความสำเร็จ เพราะมีปัจจัยอื่นๆ อีกมาก
“อย่าลืมว่าสิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย เราไม่นั่งอยู่เฉยๆ เราต้องแข่งกัน ว้าว ไทยเอาจริงเว้ย เขาจะแย่งสินค้าเราไปแล้ว โอ้ ไม่นะ เราจะไม่ยอมยกธงขาว เราจะสู้จนตัวตายครับ”
ในเมื่อมีข้อถกเถียงและมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากมาย แล้วในภาพรวมของอำนาจรวมกลุ่มอย่างอาเซียน จะเป็นกลยุทธ์ที่ชนะทุกฝ่าย (Win-win) หรือจะเป็นการสู้กันเองภายในแบบที่ว่ามา ?
เนเซอรี ไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องที่อาเซียนต้องเข้ามาแทรกแซง เพราะอาเซียนสนับสนุนการเชื่อมโยง ส่งเสริมการค้าเสรีและการเชื่อมโยงทางทะเล อินโดฯ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เราคือครอบครัวเดียวกัน เมื่อคนในครอบครัวไปได้ดี เราก็ควรยินดีด้วย ไม่คิดว่าจะมีใครรวมหัวกันรุมหรือคัดค้านประเทศไทย
“ถ้าสิ่งนี้นำไปสู่การแข่งขัน ผมว่ามันเป็นเรื่องดีนะ เพราะการแข่งขันทำให้คุณพัฒนาตัวเอง เพื่อมาเลเซียเองด้วย… ยกตัวอย่างมาเลเซีย เราจะกังวลมาก ถ้ามีแลนด์บริดจ์ เรือจะไปที่ระนองแล้วข้ามพอร์ตกลังไปเลย แต่มันจะไม่เกิดขึ้นหรอก เพราะมาเลเซียยังมีการค้ากับส่วนอื่นๆ ของโลก
และระนองไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกหรือโลจิสติกส์ที่จะรองรับเรือใหญ่ยักษ์ได้ มันไม่ใช่แค่เรื่อง “โอเค มีท่าเรือแล้ว ประหยัดเวลาไปได้ 3-4 วัน ชนะแล้ว” มันไม่ง่ายแบบนั้น”
พอร์ตกลังและสิงคโปร์จะพัฒนาตัวเองเพื่อให้เรือยังคงมาหาเรา (มาเลเซีย) เราอาจจะคิดเรื่องทำแลนด์บริดจ์ด้วยซ้ำ แต่การตอบสนองของมาเลเซียและสิงคโปร์จะขึ้นอยู่กับว่าโครงสร้างและราคาของแลนด์บริดจ์ไทยจะเป็นอย่างไร เพราะสุดท้ายแล้วมันไม่ใช่เส้นทางที่ให้ใช้ฟรีๆ แน่นอน”
เมื่อถามว่าในฐานะผู้เชี่ยวชาญ คิดว่าต้องใช้เวลาดำเนินการโครงการกี่ปี ?
เขาบอกว่า จากการประเมิน ระยะทาง 90 กิโลเมตร มีแนวภูเขา ป่า ต้องเวนคืนที่ดิน และเจรจากับชาวบ้านตามแนวสิ่งปลูกสร้างเดิม สร้างอุโมงค์ สะพานข้าม คิดว่าแค่ขั้นตอนบริหารจัดการและการเวนคืนที่ดินอย่างเดียวก็ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะลงตัว ไหนจะเรื่องการปรับพื้นที่ งานโยธา การวางเส้นทาง แต่ถ้าคุณมีทรัพยากรพร้อมมันก็อาจจะเร็วขึ้น แต่หากให้คาดการณ์ โครงการระดับนี้น่าจะใช้เวลา 5-10 ปี
อ่านข่าวต้นฉบับ: นักวิชาการ ‘มาเลเซีย’ มองแลนด์บริดจ์ไทยอย่างไร ?