ครม.เคาะออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน “เอกนิติ” ชี้ไทยเสี่ยงเจอวิกฤต 5 ระลอก จากวิกฤตพลังงาน กระทบต้นทุนพุ่ง-ค่าครองชีพ ทุบกำลังซื้อหดตัว กู้เงิน 4 แสนล้านหยุดความเสี่ยง “วิกฤตซ้อนวิกฤต” แจงจ่ายเยียวยา-ไทยช่วยไทยพลัส-บัตรสวัสดิการ 2 แสนล้าน จัดสรรอีก 2 แสนล้าน ทำโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ชงสภา 14 พ.ค. ลั่นรักษาวินัยการคลังไม่เกินเพดานหนี้สาธารณะ 70% เผยทุกโปรเจ็กต์ใช้เงินกู้ต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองที่มีปลัดคลังเป็นประธาน คนละครึ่งพลัสเข้า ครม. 19 พ.ค.นี้ เอกชนมองแค่เยียวยาไม่พอ หวั่นครึ่งปีหลังเอสเอ็มอีไปต่อไม่ไหว
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ว่า ครม.เห็นชอบการออกร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. วงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งการตัดสินใจในครั้งนี้สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงไปทั่วโลก
“วิกฤตครั้งนี้เริ่มจากราคาพลังงาน ไปสู่ราคาอาหาร และกำลังกดดันค่าครองชีพของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ปกติและไม่ใช่สถานการณ์ที่จะรอได้ หน้าที่ของรัฐบาลคือการหยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว หรือ Stagflation ในระยะถัดไป ซึ่งจะต้องทำอย่างทันท่วงที จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออกพระราชกำหนด”
โดยร่าง พ.ร.ก.ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ใช้เงินชัดเจน 2 ประการ คือ 1) เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และ 2) เพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศลดความเปราะบาง และสร้างความมั่นคงในระยะยาว ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะ SMEs และภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
“จะดำเนินการใน 2 ทิศทางควบคู่กัน คือ 1.ช่วยเหลือและบรรเทา ได้แก่ การลดภาระค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กับการลดต้นทุนให้กับภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ผ่านการจัดหาปุ๋ย และปัจจัยการผลิตที่จำเป็น 2.ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่าน โดยจะใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสมัยใหม่ ปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ พร้อมลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพื่อให้ประเทศไทยมีต้นทุนพลังงานที่มั่นคง แข่งขันได้ และไม่ต้องเผชิญกับความผันผวนแบบเดิมอีก พร้อมทั้งพัฒนาทรัพยากรบุคคลในภาคการผลิตให้มีศักยภาพในการแข่งขันในโลกของการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป”
นายอนุทินกล่าวว่า ด้วยหลักการและเหตุผลที่กล่าวมานี้ พ.ร.ก.ฉบับนี้จึงเป็นทั้งเครื่องมือในการพาประเทศผ่านวิกฤต และเป็นการวางรากฐานเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด
“แนวทางการแก้ปัญหาในครั้งนี้ไม่ได้จะทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตของโลกนั้นหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองพี่น้องของเราที่มีกำลังน้อยกว่าให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน อีกทั้งยังจะทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งขึ้น และมีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาในอนาคต”
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวเสริมว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตโลก โดยกระทรวงการคลังเสนอให้ออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะต้องการแก้วิกฤตปากท้องประชาชน ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนจากวิกฤตตะวันออกกลางและกระทบทั้งโลก ซึ่งเป็นวิกฤตที่ทั้งรุนแรง รวดเร็ว และมาเป็นระลอก
ความรุนแรงจากวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันสูงขึ้นทั้งโลก ส่วนความรวดเร็วคือ พอราคาน้ำมันสูงจะกระทบคนทันที โดยเฉพาะไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางสูง ถูกกระทบทันทีรวดเร็ว และมาเป็นระลอก ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ต่างจากอดีตที่มารวดเร็วและทีเดียวจบ เช่นโควิด-19
“ครั้งนี้มาเป็นระลอก ระลอกแรกคือวิกฤตสงคราม ระลอกที่สองคือ วิกฤตราคาน้ำมันสูง ระลอกที่สามคือ วิกฤตต้นทุนสูงขึ้น ระลอกที่สี่ คือวิกฤตค่าครองชีพ ซึ่งจะกระทบคนส่วนใหญ่ และวิกฤตรอบที่ห้าคือ กำลังซื้อจะหด ถ้าเราปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปจะยิ่งแก้ไขยาก จึงเป็นเหตุผลความจำเป็นที่ออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อจะแก้ปัญหาวิกฤตปากท้อง”
นายเอกนิติกล่าวว่า พ.ร.ก.กู้เงินจะมีประมาณ 11 มาตรา โดยมีการกำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินชัดเจน 2 เรื่อง คือ แก้วิกฤตปากท้อง บรรเทาผลกระทบประชาชน และผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวได้รับผลกระทบมาก เพราะไม่มีกำลังในการรับมือผลกระทบเหมือนกับกลุ่มอื่น
อีกวัตถุประสงค์คือ จะแปลงวิกฤตเป็นโอกาส เพราะประเทศไทยพึ่งพาน้ำมัน สูงจึงได้รับผลกระทบแรง และยังไม่รู้สถานการณ์จะจบเมื่อไหร่ ดังนั้นจะต้องลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทน พลังงานสะอาดมากขึ้น นำประชาชนไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ และเตรียมพร้อมในโลกยุคใหม่ที่น้ำมันแพงอาจจะยังคงอยู่ต่อไป ถ้าไม่ปรับตัววิกฤตนี้จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก และแก้ไขได้ยาก
นายเอกนิติอธิบายว่า วงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท เพราะเราต้องการยึดหลักวินัยการคลัง โดยกระทรวงการคลังพิจารณาแล้วว่าวงเงิน 4 แสนล้านบาทเพียงพอที่จะเยียวยา บรรเทาผลกระทบ และลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน 2 แสนล้านและอีก 2 แสนล้านบาทก็เป็นการช่วยเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดความเปราะบางในอนาคต เพราะไม่รู้ว่าวิกฤตจะยาวนานเท่าไหร่
“พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะไม่กระทบเพดานหนี้สาธารณะ 70% ต่อจีดีพีเป็นการเน้นย้ำเรื่องวินัยการเงินการคลัง และแก้ปัญหาไม่ให้ลุกลามทำให้วิกฤตซ้ำซ้อน วิกฤตซ้อนวิกฤต คือทั้งวิกฤตเงินเฟ้อและกำลังซื้อหด ซึ่งจะยิ่งแก้ยาก ถ้าปล่อยไปตามครรลองโดยไม่เข้าไปแก้ไขก่อน จึงเป็นเหตุผลในการออก พ.ร.ก.ดังกล่าว”
นายเอกนิติระบุว่า การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทจะเป็นการกู้จากในประเทศทั้งหมด ดังนั้นจะไม่มีปัจจัยเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเงิน โดยได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้วประเทศไทยยังมีสภาพคล่องส่วนเกินในประเทศสูงมากกว่า 1 ล้านล้านบาท ดังนั้นการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทถือว่าสบายมาก และดอกเบี้ยขณะนี้ต่ำมาก ดังนั้นต้นทุนในการกู้เงินจึงถูกมาก และการกู้เงินจะใช้การกู้ตามระยะเวลา ไม่ใช่เป็นการกู้มากองทีเดียว เพื่อไม่ให้เป็นต้นทุนที่กองไว้
นายเอกนิติกล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้เมื่อมีการประกาศ พ.ร.ก.ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีการนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา ในวันที่ 14 พฤษภาคม หลังจากนั้นจะมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ จะต้องเสนอโครงการที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ไปให้คณะกรรมการกลั่นกรอง พิจารณา แล้วนำเสนอ ครม.ต่อไป
“หน่วยงานรับงบประมาณจะต้องนำเสนอโครงการภายในวันที่ 30 ก.ย. 2569 และสามารถใช้เงินกู้ได้ถึง 30 ก.ย. 2570 เพื่อให้โครงการอยู่ในช่วงวิกฤต”
ต่อกรณีที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่า ในส่วน 2 แสนล้านบาทที่นำมาเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้น ไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วน นายเอกนิติกล่าวว่า วันนี้กระทรวงการคลังพิจารณาจากเม็ดเงินทุกส่วน ทั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ว่ามีเงินเหลือเท่าไหร่ ซึ่งปัจจุบันมีไม่เพียงพอโดยรวบรวมมาได้ไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท
หากไปใช้งบประมาณในส่วนงบฯ กลาง ที่เหลือประมาณ 2 หมื่นล้านบาทเศษ ซึ่งงบฯ กลางต้องนำไปใช้เตรียมพร้อมสำหรับวิกฤตด้านอื่น ส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ต้องรอใช้เดือน ต.ค.2569 ไม่สามารถใช้ทันได้ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วน และน่าจะเพียงพอ
“วงเงิน 2 แสนล้านบาทที่นำมาเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้น จะเป็นการช่วยลดภาระด้านพลังงานของกลุ่มเปราะบางด้วย ขณะเดียวกันก็ลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาอันดับต้น ๆของเอเชีย อยู่ที่ 7-8% ต่อจีดีพี”
ส่วนความชัดเจนโครงการไทยช่วยไทยพลัสนั้น นายเอกนิติกล่าวว่า ไทยช่วยไทย พลัส เป็นหนึ่งในโครงการที่หน่วยงานราชการนำเสนอได้ ซึ่งจะต้องผ่านขั้นตอนของคณะกรรมการกลั่นกรองที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน โดยจะมีการประชุมในวันที่ 14 พ.ค. ตามนโยบายที่นายกฯ ประกาศไป และจะมีการนำเรื่องเข้า ครม.ในวันที่ 19 พ.ค.นี้
“โครงการคนละครึ่งพลัสจะต้องมีการพิจารณาที่มาของงบประมาณ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการตัดลดงบประมาณจากส่วนต่าง ๆ รวมถึงเงินที่ใช้จาก พ.ร.ก.กู้เงิน ตรงนี้จะนำไปพิจารณาอีกครั้ง แต่ยืนยันว่าโครงการมีแน่ ซึ่งตามแผนตั้งใจจะเริ่ม 1 มิ.ย.”
สำหรับเรื่องจำนวนสิทธิของประชาชนนั้น นายเอกนิติกล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ภาพรวมผู้ได้สิทธิปกติ ซึ่งจากการดูงบประมาณในเบื้องต้นคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านสิทธิ อย่างไรก็ดีต้องดูงบประมาณก่อนด้วย
“ส่วนตัวมองว่า 30 ล้านสิทธิก็น่าจะเพียงพอ เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่เคยทำมาสามารถทำได้สูงสุด 28 ล้านสิทธิ ส่วนรายละเอียดของผู้ที่จะได้ใช้สิทธิ จะเป็นผู้ที่มีอายุเกินกว่า 18 ปีหรือไม่ขอพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งการเปิดลงทะเบียนคาดจะเริ่มได้ปลายเดือน พ.ค.”
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.ยังมีมติเห็นชอบระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ประกอบด้วย 1. อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ….
2. เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน
3. เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบ กระทรวงการคลัง ว่าด้วยการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน
4. มอบหมายสำนักงบประมาณ ให้ตั้งงบประมาณ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป เพื่อชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการกู้เงิน การออกและการจัดการตราสารหนี้ภายใต้ร่าง พ.ร.ก.นี้
5. มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) หารือร่วมกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พิจารณากำหนดกลไกในการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะและการกำกับติดตามและการประเมินผลโครงการ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดผลสัมฤทธิ์ มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้
นายธวัชชัย เศรษฐจินดา กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ยังเป็นปัญหาเดิมที่สะสมอยู่ ทั้งหนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้ออ่อนแรง และถูกซ้ำเติมด้วยต้นทุนพลังงาน ต้นทุนวัตถุดิบ และต้นทุนค่าขนส่งที่ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลมีการพิจารณาแพ็กเกจเงินกู้4 แสนล้านบาท คาดว่าจะมีทั้งมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อระยะสั้น และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะกลาง-ยาว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
อย่างไรก็ตามในมุมภาคเอกชนเห็นว่า มาตรการเร่งด่วนควรให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการรายเล็ก หรือ SMEs เป็นลำดับแรก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางสูง กำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหลายด้าน ขณะที่ยอดขายไม่เติบโตหรือบางรายลดลง จึงต้องการมาตรการช่วยเหลือด้านต้นทุนและสภาพคล่องโดยตรง
มาตรการที่ควรเร่งพิจารณา ได้แก่ การช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และค่าขนส่ง การดูแลไม่ให้วัตถุดิบสำคัญขาดแคลน โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมี พลาสติก และวัตถุดิบที่จำเป็นต่อภาคการผลิต รวมถึงการจัดหาวัตถุดิบให้เพียงพอ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสินค้าขาดตลาดในระยะต่อไป แม้ภาระดอกเบี้ยในปัจจุบันจะอยู่ในระดับไม่สูง แต่ปัญหาสำคัญของ SMEs คือ สภาพคล่อง โดยเฉพาะกลุ่มที่ยอดขายไม่โตหรือลดลง แต่ต้นทุนกลับปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออาจกระทบต่อการประคองธุรกิจและการรักษาการจ้างงาน
“โจทย์สำคัญตอนนี้คือทำอย่างไรให้ธุรกิจเดินต่อได้ และรักษาการจ้างงานไว้ เพราะถ้ามีการเลิกจ้างจะยิ่งเพิ่มปัญหาให้เศรษฐกิจมากขึ้น”
นอกจากนี้ในการประชุม กกร. วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 น่าจะมีการหยิบประเด็นแพ็กเกจเงินกู้ 4 แสนล้านบาทขึ้นมาวิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทั้งด้าน GDP การส่งออก ภาคการผลิตและการจ้างงาน หลัง ครม.มีข้อสรุปมาตรการที่ชัดเจน เพื่อจัดทำข้อเสนอสะท้อนต่อรัฐบาลให้มาตรการช่วยเหลือครอบคลุมทั้งฝั่งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ
อย่างไรก็ดีหากมาตรการเน้นเพียงการกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น โครงการลดค่าครองชีพ หรือมาตรการในลักษณะ “ไทยช่วยไทย พลัส” อาจช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตจริง จึงควรมีมาตรการเฉพาะสำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ควบคู่ไปด้วย ครึ่งหลังปี 2569 ถือเป็นช่วงที่น่ากังวล หากวัตถุดิบเติมไม่ทันอาจทำให้สินค้าบางรายการขาดแคลน
ขณะเดียวกันราคาสินค้าอาจต้องปรับขึ้นตามต้นทุน หากผู้ประกอบการผลิตแล้วขาดทุนต่อเนื่อง อาจจำเป็นต้องหยุดผลิต ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาใหม่ คือ “มีเงินแต่ซื้อของไม่ได้” ภาคเอกชนจึงเสนอให้รัฐบาลใช้แพ็กเกจเงินกู้ 4 แสนล้านบาทเป็นเครื่องมือพยุงเศรษฐกิจทั้งระบบ โดยเฉพาะการประคองผู้ประกอบการฐานราก ลดแรงกดดันด้านต้นทุน เสริมสภาพคล่อง และรักษาการจ้างงาน มากกว่าการอัดฉีดกำลังซื้อระยะสั้นเพียงด้านเดียว เพราะหาก SMEs รับไม่ไหวผลกระทบจะลามจากภาคการผลิตไปถึงรายได้แรงงานและเศรษฐกิจโดยรวม
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากสถานการณ์วิกฤตโลกส่งผลกระทบต่อวิกฤตพลังงาน ต้นทุนผู้ประกอบการ เกษตรกร ค่าครองชีพแรงงานและประชาชนอย่างมากรวมทั้งกำลังซื้อลด รายได้หดหาย ตลอดจนการแบกภาระหนี้ท่วมท้น สัญญาณเสี่ยงรุนแรงทางเศรษฐกิจที่ลากยาว และอ่อนไหวต่อเอสเอ็มอีและเกษตรกรด้วยการประคองตัวรอดไม่ต้องถึงขยายตัวเติบโตยังน่าเป็นห่วง มีโอกาสมากที่จะเห็นการปิดกิจการเกิดขึ้นอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้ หากรัฐบาลยังแก้ไม่ถูกทาง
อ่านข่าวต้นฉบับ: เอกนิติชี้เสี่ยงวิกฤต 5 ระลอก เคาะกู้เงิน 4 แสนล้าน ประคองเศรษฐกิจ