คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
ในเดือนมกราคม 1980 “จิมมี คาร์เตอร์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในเวลานั้น ประกาศกร้าวต่อทั้งโลกว่า หากชาติใดพยายามที่จะครอบงำ “ภูมิภาคอ่าวเปอรเซีย” เพื่อหวังควบคุมแหล่งนํ้ามัน จะต้องเผชิญหน้ากับกองทัพสหรัฐอเมริกา คำประกาศดังกล่าวมีผลเท่ากับเป็นการการันตีการไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยเสรีต่อเนื่องสืบมาอีก 45 ปี และเป็นหลักประกันความมั่นคงของพลังงานนํ้ามันสืบมา
บัดนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 2 เดือน เปลี่ยนสหรัฐอเมริกาจากการเป็นกระดูกสันหลังของระบบพลังงานระหว่างประเทศให้กลายเป็นที่มาที่สำคัญที่สุดของความไม่มั่นคงทางด้านพลังงาน และแม้ว่าสหรัฐอเมริกาเองจะไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานใหม่ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ตนเองเป็นผู้เริ่มต้น ด้วยการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านครั้งนี้ก็ตามที ผลกระทบในระยะยาวต่อรากฐานของเศรษฐกิจโลกที่อยู่บนพื้นฐานของน้ำมัน (The Global Oil Economy) ก็สั่นคลอนอย่างรุนแรงด้วยเหตุการณ์นี้
มองในหลายแง่มุม เศรษฐกิจโลกที่อยู่บนพื้นฐานของน้ำมัน ก็คือผลงานสร้างสรรค์ของสหรัฐอเมริกาเอง เพราะในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 บริษัทน้ำมันอเมริกันพากันค้นพบแหล่งน้ำมันมากมาย ทั้งในอเมริกาใต้และในตะวันออกกลาง และกลายเป็นผู้ครอบงำอุตสาหกรรมน้ำมันในภูมิภาคเหล่านั้น ส่งผลให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นทั้งผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก และผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกไปพร้อม ๆ กันโดยปริยาย
เมื่อเกิด “วิกฤตน้ำมัน” ขึ้นในทศวรรษ 1970 ก็เป็นสหรัฐอเมริกาอีกนั่นแหละที่ริเริ่มการก่อตั้ง “สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ” (ไออีเอ) ขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับบรรดาชาติอุตสาหกรรมชั้นนำทั้งหลาย เพื่อประสานนโยบายพลังงานเข้าด้วยกัน และเป็นผู้ผลักดันจนเกิดระบบคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Oil Reserves) และมาตรการอื่น ๆ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจโลกที่อยู่บนพื้นฐานของน้ำมัน ในเวลาเดียวกับที่สิ่งที่ถูกเรียกว่า “คาร์เตอร์ ดอคทรีน” (Carter Doctrine) ก็ทำให้สหรัฐอเมริกาหันไปพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าน้ำมันราว 25% ของน้ำมันที่สหรัฐอเมริกานำเข้าทั้งหมด ทำให้ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาต้องขึ้นอยู่กับตะวันออกกลางไปด้วย
ความพยายามในการเป็นหลักประกันการเข้าถึงแหล่งพลังงานในตะวันออกกลางของสหรัฐอเมริกาลดน้อยถอยลงตามลำดับ อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 2010 การผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกาเบ่งบานสุดขีด ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าลง พอถึงปี 2020 น้ำมันจากตะวันออกกลางลดสัดส่วนลงเหลือเพียงแค่ไม่ถึง 10% ของน้ำมันที่สหรัฐอเมริกาใช้ทั้งหมด ลดความจำเป็นในการเข้าไปยุ่มย่ามในกิจการตะวันออกกลางลงและเป็นที่มาของการประกาศอย่างอหังการแบบสุดโต่ง ของโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อครองตำแหน่งในวาระแรกว่า สหรัฐอเมริกาเป็นอิสระทางด้านพลังงานและปลอดภัยจากวิกฤตพลังงานของโลกแล้ว
จากความโล่งใจ กลายเป็นความมั่นใจใหม่แบบผิด ๆ และเป็นอันตรายในเวลาต่อมาว่า สหรัฐอเมริกาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหรือผูกพันกับตลาดน้ำมันโลกแล้ว และสามารถดำเนินการใดก็ได้เพียงเพื่อสนองตอบต่อผลประโยชน์ของตนเอง นำไปสู่การแซงก์ชั่นต่อปฏิปักษ์อย่างรัสเซีย อิหร่าน และเวเนซุเอลา เพื่อจำกัดขีดความสามารถในการขายน้ำมันของประเทศเหล่านั้น ลามปามไปถึงมิตรประเทศทางด้านเหนืออย่างแคนาดาในเวลาต่อมา ทั้ง ๆ ที่แคนาดาปัจจุบันคือแหล่งนำเข้าน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา
อาศัยเครื่องมืออย่างการแซงก์ชั่นและภาษีศุลกากร รัฐบาลทรัมป์เปิดฉากรุกด้วยการจับกุมเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรอินเดีย จับตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และเปิดฉากการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะ “ยึดน้ำมัน” ของอิหร่าน โดยการสถาปนารัฐบาลที่ว่านอนสอนง่ายขึ้นในเตหะรานแต่กลับไม่ง่ายและไม่ประสบความสำเร็จเหมือนกับกรณีของเวเนซุเอลา และในทันทีที่สหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นว่า ไม่เต็มใจที่จะรับประกันการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เศรษฐกิจโลกที่อยู่บนพื้นฐานของน้ำมันก็ตกอยู่ในสภาพผันผวนปั่นป่วนอย่างหนักทันที
สำหรับสหรัฐอเมริกาแล้ว ผลกระทบระยะสั้นจากการที่อุปทานน้ำมันในตลาดโลกลดลง อาจยังสามารถบริหารจัดการได้ เพราะมีน้ำมันมหาศาลเป็นของตนเอง ทำให้ไม่ต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลน และราคาพุ่งกระฉูดเหมือนอย่างที่ชาติอื่น ๆ ต้องเผชิญ
แต่แนวคิดที่ว่า สหรัฐอเมริกามีภูมิคุ้มกันในเรื่องนี้ เป็นความคิดที่ผิดพลาดโดยสิ้นเชิง เพราะสหรัฐอเมริกายังจำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันอย่างน้อยราว 1 ใน 3 ของปริมาณน้ำมันที่สหรัฐอเมริกาบริโภคทั้งประเทศ ผลก็คือราคาน้ำมันในสหรัฐอเมริกาถีบตัวสูงขึ้นตามกลไกในตลาดโลก และตลาดโลกเองก็จะปรับเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ไปในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ เพราะผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง
ที่สำคัญที่สุดก็คือ การล่มสลายของ “คาร์เตอร์ ดอคทรีน” ทำลายความมั่นคงของเศรษฐกิจโลกที่อยู่บนพื้นฐานของน้ำมันลงอย่างรุนแรง แม้ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดแล้ว ตลาดก็จะยังอยู่ในสภาพเขม็งเกลียว เพราะเห็นได้ชัดว่า อิหร่านสามารถปิดช่องแคบเมื่อไหร่ก็ได้ตามความต้องการ น้ำมันจากตะวันออกกลางยิ่งนับวันจะกลายเป็นพลังงานที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง และอาจทำให้ราคาสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะเหตุนี้หลาย ๆ ประเทศจำเป็นต้องทบทวนนโยบายพลังงานของตนใหม่ โดยใช้ความมั่นคงทางด้านพลังงานเป็นแกนหลัก แล้วปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจของตนเองให้สอดคล้องกับสภาวะนั้น ๆ ดึงตัวเองออกห่างจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้าทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไปโดยปริยาย
นี่อาจเป็นผลกระทบที่ลึกซึ้งที่สุดที่สงครามตะวันออกกลางมีต่อสหรัฐอเมริกา ที่นับวันก็ยิ่งแสดงตัวเป็น “รัฐน้ำมัน” หรือ “เปโตรสเตต” มากขึ้นทุกที หันหลังให้กับบรรดาพลังงานทางเลือกทั้งหลายที่หลาย ๆ ชาติกำลังเดินเข้าหา โดยที่มี “จีน” เป็นผู้ครองตลาด สหรัฐอเมริกาอาจได้เห็นการส่งออกพลังงานของตนดิ่งลงทันทีที่ความต้องการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติชะลอลง คุกคามต่ออุตสาหกรรมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่ว่าจ้างคนงานหลายพันตำแหน่ง จนกระทั่งผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาเองก็จำเป็นต้องเผชิญกับเชื้อเพลิงสกปรกที่สุ่มเสี่ยงต่อการปรับขึ้นราคาได้ทุกเมื่อ ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ที่เหลือของโลกเคลื่อนที่จากไปแล้ว
การให้ความสำคัญต่อการผลิต การบริโภคและการควบคุมตลาดน้ำมันของสหรัฐอเมริกา ในที่สุดก็จะได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นการให้ความสำคัญแบบผิด ๆ ความพยายามที่จะควบคุมแหล่งน้ำมันในช่วงศตวรรษที่ 20 ในขณะที่ชาติอื่น ๆ ทั่วโลกพากันหันหน้าเข้าพึ่งพาพลังงานสะอาด อันเป็นเทคโนโลยีพลังงานแห่งศตวรรษที่ 21 และในขณะที่อิทธิพลของ “คาร์เตอร์ ดอคทรีน” เสื่อมถอยลงตามลำดับ เสถียรภาพที่นโยบายนี้นำมาให้ ก็จะกลายเป็นเรื่องที่หลายคนคำนึงถึงมากที่สุดเช่นเดียวกัน
อ่านข่าวต้นฉบับ: สงครามอิหร่าน กับการปฏิวัติ‘น้ำมันโลก’