รายงานพิเศษ เรื่อง : พฤฒินันท์ สุดประเสริฐ
อย่างที่ทราบกันว่า เวลานี้ บรรดาร้านค้าผู้ประกอบการที่อยู่บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ กำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา และกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อรายได้และขีดความสามารถในการแข่งขัน
ก่อนหน้านี้ เราได้นำเสนอเสียงสะท้อนจากผู้ค้าไทยบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ถึงปัญหาที่กำลังเผชิญ และมุมมองที่เกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขัน จนทำให้บรรดาผู้ค้าต้องตกอยู่ในสภาวะที่ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก”
อ่านเพิ่มเติม : ค่าธรรมเนียมอีคอมเมิร์ซพุ่ง ผู้ค้าไทย “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก”
“ประชาชาติธุรกิจ” คุยต่อเนื่องกับ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เพื่อทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ค้าอีคอมเมิร์ซ และมองภาพต่อไปถึงการแก้ปัญหาเพื่อกำกับดูแลแพลตฟอร์มและคุ้มครองผู้ค้าอย่างเป็นรูปธรรม
ภาวุธ ฉายภาพวิกฤตที่ผู้ค้าออนไลน์กำลังเผชิญว่า ผู้ค้ากำลังเผชิญกับการที่แพลตฟอร์มเริ่มมีอำนาจเหนือตลาด โดยปัจจุบันช่องทางการขายเหลือเพียงไม่กี่ช่องทาง และส่วนใหญ่ของตลาดเป็นแพลตฟอร์มต่างชาติ (Shopee, Lazada, TikTok Shop) ซึ่งในอดีตแพลตฟอร์มเหล่านี้ครองส่วนแบ่งตลาดได้จากการยอมขาดทุนมหาศาลเพื่อเปิดให้บริการฟรีในช่วงแรก ส่งผลให้ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มชาวไทยสู้ไม่ได้และล้มหายตายจากไปจนหมด
เมื่อแพลตฟอร์มสามารถมีอำนาจเหนือตลาดได้แล้ว สิ่งที่ตามมา คือ การปรับขึ้นค่าธรรมเนียม ค่าบริการอย่างต่อเนื่อง จากระยะแรก เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมในอัตรา 1-3% ปัจจุบันได้พุ่งสูงถึง 27-28% และบางรายอาจต้องแบกรับค่าธรรมเนียมสูงถึง 30-40% โดยพบว่ามีการปรับขึ้นราคาอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยในทุก ๆ 5 เดือน
ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้กำไรของร้านค้าลดฮวบ บางรายถึงขั้นขาดทุน จนสุดท้ายไม่สามารถแบกรับต้นทุนต่อไปได้ และต้องออกจากตลาดไปในที่สุด
นอกจากนี้ กลไกของแพลตฟอร์มที่ใช้บีบคั้นผู้ประกอบการ คือข้อกำหนดด้านการบริการและการจัดส่งสินค้า ที่บังคับให้จัดส่งภายใน 1 วัน หรือภายใน 4 ชั่วโมง รวมถึงการกึ่งบังคับให้ร้านค้าต้องเข้าร่วมแคมเปญ “คูปองส่วนลด” และต้องเป็นผู้หั่นราคาสินค้าเอง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนซ้ำเติมให้ผู้ค้าแทบไม่เหลือกำไร และไม่สามารถอยู่รอดได้ในที่สุด
อีกหนึ่งปัญหาสำคัญ คือ การที่สินค้ามากกว่าครึ่งบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ล้วนส่งตรงมาจากผู้ค้าชาวจีน และเมื่อเข้ามาขายในประเทศไทยและมีรายได้ แต่ไทยไม่สามารถเก็บภาษีจากผู้ค้าเหล่านี้ได้ เพราะไม่ได้เป็นผู้ประกอบการไทย หรือไม่ได้เป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในประเทศไทย และเมื่อสามารถขายได้ เก็บเงินจากคนไทยและโอนกลับประเทศผ่านผู้ให้บริการโอนเงินกลับประเทศ
สำหรับการกำกับดูแลในต่างประเทศ ภาวุธ เล่าว่า หลายประเทศเริ่มมีกฎหมายที่ชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้แพลตฟอร์มเหล่านี้มีอำนาจมากเกินไป เช่น ประเทศจีน รวมถึงอินโดนีเซีย ที่มีการออกกฎหมายควบคุมค่อนข้างเยอะ และเป็นตัวอย่างในการปกป้องผู้ประกอบการท้องถิ่น ส่วนประเทศไทย ยังไม่มีการกำกับดูแลที่ชัดเจนแต่อย่างใด
ภาวุธ อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมายของอินโดนีเซียว่า ผู้ที่จะเข้ามาขายสินค้าออนไลน์ได้ จะต้องจดทะเบียนในอินโดนีเซียเท่านั้น พร้อมทั้งห้ามขายสินค้านำเข้าในราคาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ (ราว 3,000 บาท) เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าราคาถูกเข้ามาตีตลาดได้ง่าย นอกจากนี้ยังกำหนดเงื่อนไขให้ต้องรับชำระเงินเป็นสกุลเงินของอินโดนีเซียอีกด้วย
“ต่างประเทศส่วนใหญ่มีกฎหมายควบคุมชัดเจนหมดเลยว่า ต้องปฏิบัติตามนี้ ต้องป้องกัน ต้องขึ้นทะเบียน มีการเก็บภาษี ทำอย่างถูกต้องหมดทุกอย่างนะครับ เมืองไทยเรายังไม่มีเลย” ภาวุธ กล่าว
สำหรับการกำกับดูแลแพลตฟอร์มในประเทศไทย ภาวุธ สะท้อนว่า ที่ผ่านมาการตื่นตัวของภาครัฐมักเกิดขึ้นเพียงเป็นครั้งคราว ตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ปัญหานี้ไม่ค่อยได้รับความสนใจและถูกปล่อยให้คาราคาซังมาอย่างยาวนาน
ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดคือการเกิดขึ้นของกลุ่มเฟซบุ๊ก “ผู้เสียหายจากแพลตฟอร์ม” ซึ่งเป็นศูนย์รวมพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ได้รับผลกระทบ แต่จนถึงปัจจุบันกลับยังไม่มีหน่วยงานใดก้าวเข้ามารับผิดชอบและกำกับดูแลเรื่องนี้โดยตรง
รากเหง้าของปัญหาคือ อำนาจในการจัดการที่ “กระจัดกระจาย” ไปตามหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) หรือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ที่มีอำนาจเพียงให้แพลตฟอร์มมาลงทะเบียน แต่กลับไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการเอาผิดหรือลงโทษ
หรือแม้แต่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ก็ยังไม่มีขอบข่ายอำนาจที่มากพอจะเข้ามาจัดการปัญหานี้ได้อย่างเต็มที่
“ฉะนั้นวันนี้มันไม่มีหน่วยงานไหนที่มีอำนาจอย่างชัดเจน ถ้าฝ่ายบริหารประเทศยังไม่ได้เข้ามาเอาจริงเอาจังเรื่องนี้” ภาวุธ กล่าว
ภาวุธ เล่าถึงการผลักดันการกำกับดูแลแพลตฟอร์มว่า ตนได้พยายามสะท้อนปัญหาไปยังรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยยังเป็นผู้ประกอบการ แต่กลับไม่ค่อยได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง จนกระทั่งปัจจุบันได้อาสาเข้ามาทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะ สส. การขับเคลื่อนเรื่องนี้จึงกลายเป็นภารกิจหลัก แต่ด้วยข้อจำกัดของการเป็น สส. ฝ่ายค้าน จึงอาจทำให้การทำงานทำได้ไม่เต็มที่นัก
สิ่งที่ทำในตอนนี้ คือ การรวมตัวผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหาย ผ่านกลุ่ม Facebook และทำงานร่วมกับสมาคมอีคอมเมิร์ซไทย (THECA : Thai e-Commerce Association) เพื่อนำปัญหาทั้งหมดมารวมกัน และเตรียมยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569
โดยผู้ประกอบการจะมารวมตัวกันเพื่อแจ้งปัญหาและยื่นเรื่องผ่านตนในฐานะ สส. ซึ่งหลังจากรับเรื่องแล้ว จะนำประเด็นเหล่านี้ไปติดตาม สอบถาม และท้วงติงไปยังหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องว่าจะมีแนวทางการจัดการปัญหาอย่างไร รวมไปถึงการกระทุ้งถามไปยังรัฐบาลโดยตรง
นอกจากนี้ ภาวุธ ยังได้สะท้อนถึงความสำเร็จก่อนหน้านี้ สมัยที่ทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการฝั่ง สว. ซึ่งได้เดินสายผลักดันการแก้ไขกฎหมาย โดยเฉพาะการผลักดันยกเลิกการยกเว้นภาษี (De Minimis) ที่ถูกใช้มานานกว่า 10 ปี ซึ่งอุดช่องโหว่เดิมที่กำหนดให้สินค้านำเข้าราคาต่ำกว่า 1,500 บาทไม่ต้องเสียภาษี อันเป็นช่องทางที่ทำให้สินค้าราคาถูกจากจีนทะลักเข้ามา โดยปัจจุบันสามารถผลักดันให้ยกเลิกกฎหมายดังกล่าวได้สำเร็จ ส่งผลให้สินค้าทุกชิ้นจากต่างประเทศต้องเสียภาษีตั้งแต่บาทแรก
เมื่อถามถึงข้อเสนอถึงภาครัฐในการเข้ามากำกับดูแลเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง ภาวุธ เสนอใน 2 ประเด็น คือ การต้องมีผู้เข้ามาดูแลรับผิดชอบอย่างจริงจัง ซึ่งที่ผ่านมา แม้จะมีการนำเรื่องไปพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่สุดท้ายเรื่องก็มักเงียบหายไป จึงจำเป็นต้องเรียกร้องให้มีเจ้าภาพที่ชัดเจน เพื่อกำหนดแนวทาง (Solution) ในการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม
อีกประเด็นคือ การออกประกาศจากภาครัฐ หรือการบังคับใช้ “กฎหมาย” ควบคุมแพลตฟอร์มอย่างเด็ดขาด เนื่องจากการใช้วิธี “ขอความร่วมมือ” จากแพลตฟอร์มต่างชาติมักไม่ประสบผลสำเร็จ หรือหากให้ความร่วมมือก็มักเป็นเพียงแค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น
“วิธีการที่ต้องทำที่ดีคือออกกฎหมายมาเพื่อควบคุมแพลตฟอร์มเหล่านี้ เพราะถ้าออกกฎหมายมา เขาพร้อมทำตามอยู่แล้ว” ภาวุธ กล่าวย้ำ
อ่านข่าวต้นฉบับ: เปิดแผลอีคอมเมิร์ซไทย ผู้ค้าถูกบีบ-ทุนจีนรุก รัฐยังไร้คำตอบ
