“ศุภจี” ลงพื้นที่จันทบุรี ถกทุกภาคส่วนวางแผนรับมือมังคุด-ทุเรียนออกมากกลาง พ.ค.นี้ เร่งทำตลาดล่วงหน้า ดันบริโภคในประเทศ ส่งออก Live Commerce โมเดิร์นเทรด และโครงการ “ไทยช่วยไทย” พร้อมหารือทำ Fruit Processing Center แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หลังทุเรียนปีนี้เจอต้นทุนขนส่งสูง-ผลผลิตไซซ์เล็กกดราคา ส่วนมังคุดพึ่งพาส่งออกสูง 86% ผลผลิตออกมากสุด พ.ค.-มิ.ย.
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี และประชุมหารือแนวทางด้านการตลาดและการรักษาเสถียรภาพราคามังคุดและทุเรียน ภายใต้มาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2569 ณ บริษัท อรษา ฟรุ๊ต จำกัด เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ว่า กระทรวงพาณิชย์เร่งเตรียมมาตรการรองรับผลผลิตมังคุดและทุเรียนที่จะออกสู่ตลาดจำนวนมากตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป
การประชุมครั้งนี้มีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนและมังคุด หอการค้าจังหวัดจันทบุรี เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ตัวแทนสหกรณ์ และเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วม เพื่อวางแนวทางทำงานเชิงรุกทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรและผู้ประกอบการอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน
นางศุภจี กล่าวว่า ปีนี้สถานการณ์ผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน มีความท้าทายมากกว่าปีก่อน เนื่องจากข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดว่าปริมาณผลผลิตทุเรียนจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาทุเรียนช่วงเปิดฤดูกาลไม่สูงเท่าปีก่อน
นอกจากนี้ สภาพอากาศที่ร้อนและแล้งในปีนี้ยังทำให้ทุเรียนขนาดเล็กมีจำนวนมาก เป็นอีกปัจจัยที่กดดันราคา กระทรวงพาณิชย์จึงต้องเร่งทำงานล่วงหน้า ไม่รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้
“เราไม่อยากรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ จึงเริ่มทำงานเชิงรุกมาตั้งแต่ต้นปี ทั้งการทำตลาดล่วงหน้าในต่างประเทศ การเร่งกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และการขยายตลาดใหม่ในจีนฝั่งตะวันตก รวมถึงส่งทีมกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศไปเจรจากับทางด่านทั้งลาว เวียดนาม และจีน เพื่อรองรับผลผลิตในฤดูกาลผลไม้” นางศุภจีกล่าว
สำหรับการทำตลาดผ่าน Live Commerce และอินฟลูเอนเซอร์ นางศุภจีระบุว่า เป็นช่องทางการตลาดรูปแบบใหม่ที่ช่วยเพิ่มอุปสงค์และสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภค หากบริหารจัดการอย่างเหมาะสม จะช่วยระบายผลผลิตโดยไม่กระทบโครงสร้างราคาของตลาดหลัก
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือเกษตรกรและผู้ประกอบการให้รักษาคุณภาพผลผลิตอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการป้องกันปัญหาตัดทุเรียนอ่อน ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดต่างประเทศ เนื่องจากไทยต้องใช้จุดแข็งด้านคุณภาพในการแข่งขัน โดยเฉพาะในช่วงที่เวียดนามเผชิญปัญหาการตรวจพบสารแคดเมียมในผลผลิตบางส่วน
ด้านสถานการณ์มังคุด นางศุภจี กล่าวว่า ผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากในช่วงวันที่ 21 พฤษภาคม-10 มิถุนายน 2569 จึงต้องเร่งวางมาตรการรองรับ ทั้งการเปิดลานมังคุด การเชื่อมโยงตลาดกับโมเดิร์นเทรด การผลักดันส่งออก และการกระจายผลผลิตผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย”
นอกจากนี้ จะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผ่านไปรษณีย์ไทย รวมถึงภาคเอกชน เพื่อช่วยกระจายผลผลิตออกจากแหล่งผลิต
เพื่อกระตุ้นการบริโภค กระทรวงพาณิชย์จะประสานเครือข่ายผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่ม หรือ F&B Provider ให้ร่วมพัฒนาเมนูอาหาร ของหวาน หรือเครื่องดื่มจากผลไม้ไทย เพื่อเพิ่มช่องทางการบริโภคและสร้างมูลค่าเพิ่ม
นอกจากนี้ ยังมีการหารือแนวทางจัดตั้ง Fruit Processing Center หรือศูนย์พัฒนาคุณภาพไม้ผลจังหวัดจันทบุรี เพื่อเป็นต้นแบบรองรับผลผลิตส่วนเกินในช่วงที่ผลผลิตออกมาก ผ่านการแปรรูปและการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร
หอการค้าจังหวัดจันทบุรีเสนอให้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการแปรรูป เช่น ห้อง Pre-cooling ระบบบรรจุภัณฑ์ และเครื่องจักรแปรรูปที่ทันสมัย รวมถึงส่งเสริมการจัดตั้งลานประมูลมังคุด เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้เกษตรกร และเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อมาซื้อตรงจากกลุ่มเกษตรกร ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา
“รัฐบาลต้องการแก้ปัญหาทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทั้งเรื่องการผลิต การตลาด การแปรรูป การบริหารจัดการน้ำ รวมถึงต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างเต็มที่” นางศุภจีกล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าบริหารจัดการผลไม้ปี 2569 ผ่านมาตรการต่าง ๆ ทั้งการกระจายผลผลิตในประเทศ การทำตลาดร่วมกับโมเดิร์นเทรด การสนับสนุนส่งออก การรณรงค์บริโภคผลไม้ไทย และการส่งเสริมการแปรรูป เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและสร้างรายได้ที่เหมาะสมให้เกษตรกรตลอดฤดูกาลผลไม้ปีนี้
สำหรับสถานการณ์มังคุดปี 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สศก. คาดว่าผลผลิตทั้งประเทศอยู่ที่ 318,000 ตัน ลดลง 6% ขณะที่ผลผลิตภาคตะวันออกอยู่ที่ 175,000 ตัน ลดลง 33% โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน คิดเป็น 58% ของผลผลิตภาคตะวันออก
มังคุดไทยยังเป็นสินค้าที่พึ่งพาตลาดส่งออกสูงถึง 86% ขณะที่การบริโภคในประเทศมีสัดส่วน 14% ทำให้การผลักดันตลาดส่งออกและการกระจายผลผลิตในประเทศต้องเดินควบคู่กัน
ด้านราคามังคุดที่ล้งรับซื้อ ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 อยู่ที่กิโลกรัมละ 80-85 บาท สำหรับมันรวม กากลาย 60-70 บาท คละ 60-75 บาท และมังคุดตกไซซ์ 20-30 บาท
ส่วนการส่งออกมังคุดช่วงวันที่ 1 มกราคม-26 เมษายน 2569 มีจำนวน 590 ชิปเมนต์ ปริมาณรวม 10,042 ตัน มูลค่า 616 ล้านบาท โดยช่วงวันที่ 20-26 เมษายน 2569 มีการส่งออก 1,190 ตัน มูลค่า 86 ล้านบาท ขณะที่ปี 2568 ไทยส่งออกมังคุดรวม 226,442 ตัน มูลค่า 17,018 ล้านบาท
อ่านข่าวต้นฉบับ: ศุภจีลงจันทบุรี รับศึกมังคุด-ทุเรียนพีกกลาง พ.ค. ดันส่งออก-ไทยช่วยไทยกันราคาดิ่ง
