เดือน มิ.ย.นี้ จะเป็นเดือนที่เริ่มนับ 1 การเปิดให้บริการธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ในประเทศไทย หลังจาก 3 กลุ่มธุรกิจได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้สามารถจัดตั้งได้ คือ 1.บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX ร่วมกับ KakaoBank Corp. ผู้ให้บริการธนาคารดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐเกาหลี และ WeBank ธนาคารดิจิทัลชั้นนำในจีน 2.ธนาคารกรุงไทย (KTB) บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS), บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) และ 3.บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (กลุ่มทรู, แอสเซนด์ มันนี่ (Ascend Money)
ล่าสุด “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การเปิดให้บริการ Virtual Bank ซึ่งผู้ที่ได้รับใบอนุญาตสามารถเริ่มเปิดให้บริการได้ตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไปนั้น เชื่อมั่นว่า ผู้ประกอบการอย่างน้อย 2 ราย จะเริ่มเปิดให้บริการได้ภายในปี 2569 นี้ จากผู้ที่ได้รับใบอนุญาตทั้งสิ้น 3 ราย ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดว่า จะต้องเปิดให้บริการภายใน 1 ปี และสามารถขยายได้อีก 1 ปี
โดยระหว่าง 1 ปีก่อนจัดตั้งนั้น ผู้ได้รับอนุญาตแต่ละรายจะต้องจัดระบบภายใน ทั้งด้านระบบไอที ระบบบริหารความเสี่ยง การกำหนดผู้บริหาร โครงสร้างองค์กร หรือการปฏิบัติตามเกณฑ์อื่น ๆ ซึ่งขึ้นกับว่า ผู้ได้รับใบอนุญาตสามารถทำได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ หากทำได้ ก็ยื่นขอเริ่มเปิดบริการได้ แต่หากยังทำไม่เสร็จ ก็สามารถขอขยายเวลาได้ ทั้งนี้ ก็ต้องยอมรับว่า การจัดตั้งแบงก์ขึ้นมาสักแบงก์ เป็นเรื่องที่ซับซ้อน และมีหลายเรื่องที่ต้องดำเนินการ
“ทั้ง 3 ราย ต้องจัดตั้งภายใน 1 ปี แต่ก็มีโอกาสขยายเวลาจัดตั้งได้อีก 1 ปี หรือได้ถึง มิ.ย. 2570 ดังนั้นเขาก็มีเวลาอยู่ ซึ่งเชื่อมั่นว่าภายในสิ้นปีน่าจะจัดตั้งได้ 2 แห่งเป็นอย่างน้อย ทั้งนี้ เชื่อว่าทุกรายก็พยายามปฏิบัติตามเกณฑ์ ได้แค่ไหน ธปท.ก็ต้องมานั่งพิจารณาว่าอะไรคือสิ่งที่เหมาะสม แล้วก็เสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาต่อไป”
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า เท่าที่ได้รับฟังทุกราย ก็พยายามจะจัดตั้งให้ได้ตามเวลา โดยหาก Virtual Bank ตั้งสำเร็จ ก็จะมีข้อดี เพราะจะสามารถเข้าไปปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มลูกค้าฐานราก เอสเอ็มอี พ่อค้าแม่ค้าต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
ขณะที่ “อรกัญญา พิบูลธรรม” กรรมการผู้จัดการใหญ่ สาขาประเทศไทย ธนาคารแห่งอเมริกา เนชั่นแนล แอสโซซิเอชั่น กล่าวว่า ใบอนุญาต Virtual Bank จำนวน 3 ราย ที่คาดว่าจะเปิดให้บริการภายในสิ้นปีนี้ สะท้อนถึงแนวทางกำกับดูแลที่สมดุล มากกว่าการเน้นโมเดลธนาคารผู้ท้าชิง (Challenger Bank) เพียงอย่างเดียว
โดย Virtual Bank ส่วนใหญ่จะมีสถาบันการเงินหนุนอยู่ อย่างในประเทศสิงคโปร์ “Trust Bank” ก็มี “ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด” ขณะที่ “GX Bank” ในมาเลเซีย ก็จะมี “DBS และ Grab” แบ็กอัพอยู่ ซึ่งในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เมื่อดูจากผู้ได้รับอนุญาตทั้ง 3 ราย
อย่างไรก็ดี “อรกัญญา” มองว่า ธนาคารดั้งเดิม (Traditional Bank) กับ Virtual Bank เป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) เดียวกัน เพราะธนาคารดั้งเดิมจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเงินกองทุน และงบดุล (Balance Sheet) ขณะที่ Virtual Bank จะมีเรื่องประสิทธิภาพ (Efficiency) และเรื่องนวัตกรรม (Innovation) ดังนั้น ทั้ง 2 รูปแบบจะไม่แย่งตลาดกัน
ทั้งนี้ เชื่อว่า Virtual Bank จะเข้ามาช่วยกลุ่มที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน (Unserved) โดยเฉพาะรายที่มีพันธมิตรที่มีฐานข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งสามารถนำฐานข้อมูลเหล่านี้มาแปลงเป็น “Credit Scoring” เช่น บัตรเติมเงิน (Prepaid) ที่ต้องเติมเงิน ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาทำ “Credit Scoring” ได้ และหากมี Credit Scoring ที่เป็นข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) จะทำให้ขั้นตอนประเมินเครดิต (Credit Process) เร็วขึ้น
“หวังว่าในท้ายที่สุดธุรกิจเอสเอ็มอี จะได้ประโยชน์จาก Virtual Bank ที่ผ่านมา จะเห็นว่า เอสเอ็มอีในเมืองไทยจะเข้าถึงสินเชื่อได้ยากมาก เพราะไม่มีใครอยากจะวิเคราะห์เครดิตเขา ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามามีบทบาทมากใน Virtual Bank”
ในแง่ความพร้อมเริ่มเปิดให้บริการ Virtual Bank นั้น ในส่วนของกลุ่ม SCBX นั้น ได้จัดตั้งธนาคาร แบงก์เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ BankX เพื่อประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา เป็นบริษัทย่อยในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ SCBX ถือหุ้น 90% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด
โดยได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 10,000 บาท และมีแผนเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 5,000 ล้านบาท ภายในปี 2569
“ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ Chief Financial Officer บมจ.เอสซีบี เอกซ์ (SCBX) ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” เมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า SCBX คาดการณ์ว่า จะเริ่มดำเนินการธุรกิจ Virtual Bank ได้ในช่วงปลายปี 2569 นี้ หรือราวไตรมาส 4
“Virtual Bank ของ SCBX นั้น หวังให้สร้างประสบการณ์และนวัตกรรมใหม่ ซึ่งจะนำ AI เข้ามาใช้อย่างเต็มที่ ส่วนจำนวนพนักงานคาดว่าจะใช้ระดับหลักไม่กี่ร้อยคน เช่นเดียวกับ Virtual Bank ในต่างประเทศ ทั้งนี้ เพื่อให้ต้นทุนการบริการลดลง เพื่อให้แข่งขันได้ โดยจะเน้นหาคนสายเทคโนโลยีที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจ ธุรกรรมการเงินและธนาคารเข้ามา”
“ส่วนบริการ จะเน้นสินเชื่อดิจิทัล (Digital Lending) ให้แก่กลุ่มลูกค้าที่ยังเข้าไม่ค่อยถึงสินเชื่อในระบบ”
ส่วนกลุ่มธนาคารกรุงไทย ก็มีการจัดตั้งธนาคารคลิกซ์ เตรียมพร้อมให้บริการ Virtual Bank เรียบร้อยแล้ว ดำเนินงานภายใต้ บริษัท ไทย ทรินิตี้ โฮลดิ้ง จำกัด ถือหุ้นโดย 3 พันธมิตร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย 41% AIS 39% และ PTTOR 20%
โดย “ผยง ศรีวณิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) ชี้ว่า ธนาคารคลิกซ์จะไม่หยุดแค่การเป็นธนาคารดิจิทัล แต่ตั้งเป้าขยายบทบาทสู่ “Beyond Banking” ผ่านการพัฒนาในหลายด้าน เช่น Data Center, ระบบ Contact Center และการประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และเป้าหมายสำคัญก็คือการลดช่องว่าง ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินในระบบมากขึ้น ลดปัญหาหนี้นอกระบบและเศรษฐกิจนอกระบบ
ส่วนความคืบหน้าของบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด เครือ ซี.พี. ที่ผ่านมา “ศุภชัย เจียรวนนท์” รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) ยืนยันว่า การจัดตั้งธนาคารไร้สาขา เป็นไปตามไทม์ไลน์และการกำกับดูแลของ ธปท. อย่างเคร่งครัด ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีการจัดตั้งบริษัท ธนาคารแอสเซนด์ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2568 เพื่อประกอบกิจการ Virtual Bank ทุนจดทะเบียน 5,000 ล้านบาท โดยบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด ถือหุ้น 100%
อย่างไรก็ดี ในส่วนของทางเครือ ซี.พี.นี้ คงต้องรอความชัดเจนจากการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ในวันที่ 29 พ.ค.นี้ ว่าที่ประชุมจะมีมติอนุมัติให้บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด, บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด และบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) (CPAXT) เข้าไปอยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงินของ Virtual Bank ของกลุ่ม ซี.พี.ดังกล่าวหรือไม่
ต้องติดตามกันต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับ: ตั้ง Virtual Bank ไม่ง่าย ปีนี้ส่อเริ่มเปิดบริการแค่ 2 ราย