การทำหน้าที่ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง เมื่อการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ใกล้เข้ามา แม้ฟุตบอลโลกจะไม่ได้อยู่ในลิสต์ตามข้อกำหนด Must Have (หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป) แล้ว
ไม่ใช่เท่านั้น คลื่นเสียงตามสายจากห้องประชุม กสทช.ยังมีเสียงทวงถามเรื่อง “แผนแม่บททีวีดิจิทัลฯ” ซึ่งจะใช้เป็นธงนำให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลมองเห็นชะตากรรมหลังหมดอายุใบอนุญาตในปี 2572 ดังมาตลอดระยะเวลา 2 ปี กับ “คลื่นแทรก” ล่าสุดกรณี บริษัทเอกชนส่งหนังสือแจงว่า “แผนการส่งดาวเทียมล่ม” ไม่ทันปี 2569 ตามกำหนดการทั้ง 2 วงโคจร
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ในการประชุมบอร์ด กสทช. 2 ครั้ง ล่าสุดมีวาระเร่งด่วนปาดเข้าแทรก เกี่ยวกับการพิจารณาขยายเวลาการส่งดาวเทียมที่วงโคจร 119.5 และ 78.5 องศาตะวันออก ตามเงื่อนไขการประมูลใบอนุญาตใช้สิทธิวงโคจรในปี 2566 ที่ระบุให้ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องส่งดาวเทียมทดแทนภายใน 3 ปี คือภายใน 15 พ.ค. 2569 ทั้งสองวงโคจร
โดยเฉพาะวงโคจร 119.5 ถือว่าเร่งด่วนมาก เพราะดาวเทียมไทยคม 4 ที่อยู่กับประเทศไทยมายาวนานหมดอายุและจะดีดตัวออกจากวงโคจรในเดือน ก.ค.นี้ ดังนั้นบริษัท สเปซเทค อินโนเวชั่น จำกัด บริษัทย่อยของ บมจ.ไทยคม ซึ่งได้รับใบอนุญาต จึงเร่งจ้าง Astranis ผู้ผลิตดาวเทียมจากสหรัฐ ให้ทำดาวเทียมเล็กแบบเร่งด่วนส่งทดแทน แต่ผู้ผลิตกลับทำชิ้นส่วนเสียหายต้องผลิตใหม่
อย่างไรก็ตาม กสทช.รับทราบใน “เหตุสุดวิสัย” จากการสั่งทำแล้วเสียหาย จึงเห็นชอบให้ขยายเวลาการส่งดาวเทียมไทยคม 9 ไปถึง ก.ย. 2570 โดยไม่ริบหลักประกัน
แต่กับวงโคจร 78.5 ต่างออกไป เนื่องจาก บมจ.ไทยคมยังไม่สั่งจ้างทำดาวเทียม โดยแจ้งว่า กสทช.ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการใช้งานคลื่นความถี่ C-Band (3400-4200 MHz) หากลงทุนสร้างดาวเทียมที่รองรับ C-Band ไปแล้ว ภายหลัง กสทช.มีมติให้ย้ายผู้ชมโทรทัศน์ไปอยู่บนระบบ KU-Band จะทำให้ดาวเทียมที่สร้างมาไม่มีใครใช้ จึงขอเลื่อนไปจนกว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับแผนคลื่น C-Band (คลื่น 3500 MHz) ว่าจะแบ่งไปใช้ในภาคโทรคมนาคม 5G หรือแบ่งใช้กับภาคโทรทัศน์อย่างไร
ตรงจุดนี้เองทำให้เรื่องทีวีดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย กรณี (ร่าง) แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2569-2573) และ (ร่าง) แผนที่นำทาง (Roadmap) กิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทย (พ.ศ. 2569-2573) เป็นแผนสำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนใบอนุญาตโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัลจะหมดอายุในปี 2572 มีวาระเกี่ยวเนื่องหลายเรื่อง
มีส่วนสำคัญ คือ การจัดสรรความถี่ย่าน 3400-4200 MHz เพื่อย้ายผู้ชมไปบน KU-Band ด้วย แต่ร่างแผนทีวีฯ ดังกล่าวมีการเลื่อนพิจารณาหลายครั้งยาวนานกว่าปีครึ่ง ส่งผลกระทบต่อแผนการผลิตดาวเทียม
ในที่ประชุม กสทช.ไม่มีมติใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าการที่ไทยคมไม่จ้างส่งดาวเทียมขัดเงื่อนไขหรือไม่ในทันที ทำเพียง “รับทราบ” เพื่อรอให้ถึงวันที่ 16 พ.ค. ซึ่งเป็นวันครบกำหนด และการริบหลักประกัน หรือการอนุญาตขยายเวลา ค่อยว่าอีกที
กรรมการ กสทช.บางรายไล่บี้สำนักงาน กสทช.ว่ามีการพูดคุยเจรจากับเอกชนกี่ครั้ง และอย่างไรบ้าง ขณะที่บางรายตั้งคำถามว่าความล่าช้าเกิดจากความไม่ชัดเจนของ กสทช.ที่กระทบการลงทุน หากภายหลังบริษัทมาฟ้องร้องจะทำอย่างไร
ขณะที่ กสทช.จะต้องไปเจรจากับสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ภายในเดือน มิ.ย.เพื่อขอขยายเวลาพักใช้ความถี่ในวงโคจร หากยังไม่พร้อมส่งดาวเทียมขึ้นไปใช้งาน หลังจากก่อนหน้านี้ขอเวลาไว้ 3 ปี ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่า ITU จะพิจารณาอย่างไร
แหล่งข่าวจาก กสทช.กล่าวว่า วงโคจร 78.5 รองรับคลื่นความถี่ทั้ง C, KA และ KU-Band มีดาวเทียม 2 ดวง คือไทยคม 6 เป็นสิทธิของ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (เอ็นที) และไทยคม 8 ของ บมจ.ไทยคม ทั้งสองเหลืออายุการใช้งานอีกนาน (ปี 2574-2575) ซึ่งแถบวงโคจรนั้นถือเป็น “ทำเลทอง” จึงต้องส่งดาวเทียมขึ้นไปใช้ต่อเนื่อง และให้บริการบรอดคาสต์เท่านั้น
และว่า การจัดทำเงื่อนไขให้ส่งดาวเทียมภายใน 3 ปีมีเจตนารมณ์คือการรักษาวงโคจรไว้ ไม่ให้โดนรบกวน หรือสูญเสียให้กับต่างประเทศ
“ในเงื่อนไขการประมูลไม่ได้กำหนดว่าต้องใช้ช่องสัญญาณ C-Band เพราะวงโคจรดังกล่าวมีทั้ง KU-Band และ KA-Band แต่สำนักงาน กสทช.ทักท้วงให้เอกชนทำ C-Band ด้วย แต่ข้อเท็จจริงของเงื่อนไขการประมูลไม่ได้บังคับให้ต้องทำครบทุก Band ให้เลือกได้ตามความเหมาะสม แต่สำนักงาน กสทช.มาเพิ่มเติมในสัญญาแนบท้าย”
เรื่องดังกล่าวบรรจุอยู่ในวาระการประชุมของ กสทช.หลายเดือนแล้ว เพื่อให้บอร์ด กสทช.พิจารณาอนุมัติว่าเป็น “เหตุสุดวิสัย” เพื่อขยายระยะเวลาแต่บอร์ด กสทช.ทำแค่เพียง “รับทราบ” ทั้งที่วาระนี้เป็นวาระเพื่อพิจารณา
“กสทช.บางท่านนำประเด็นเรื่อง C-Band มาถกด้วยว่าหากเอกชนลงทุนทำดาวเทียม C-Band แล้ว กสทช.บอกว่าจะนำไปประมูลให้คลื่นมือถือ ก็จะกระทบธุรกิจและการลงทุน เอกชนสามารถฟ้องร้อง กสทช.ได้ มูลค่าเสียหายนับพันล้านบาท”
แหล่งข่าวจากบริษัทเอกชนกล่าวว่า มีการพูดคุยเจรจากับสำนักงาน กสทช. ต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงเงื่อนไข การจัดทำเงื่อนไขประกอบใบอนุญาต และมีการเน้นย้ำความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับแผนแม่บททีวีดิจิทัลฯ และคลื่น C-Band ซึ่งถือเป็น “เหตุสุดวิสัย” อย่างหนึ่งในประมวลกฎหมายของประเทศไทย และสามารถเป็นเหตุผลที่ทำให้ กสทช.พิจารณาอนุญาตให้เลื่อนการส่งดาวเทียมไป
คลื่นแทรกจากดาวเทียมยังไม่สะเด็ดน้ำดีก็มีเรื่องการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่จะเริ่มใน 11 มิ.ย. 2569 นี้ด้วยมูลค่าลิขสิทธิ์ที่สูงถึง 1.3 พันล้านบาท โดยโฆษกรัฐบาลจะแจ้งว่าให้กรมประชาสัมพันธ์เป็นแม่งาน ทั้งมีการพูดถึงการประสานมายัง กสทช.ด้วย
ขณะที่กรรมการ กสทช.ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ฟุตบอลโลกโดนถอดจากรายการ Must Have ที่บังคับให้ฉายผ่านฟรีทีวี จึงไม่เกี่ยวกับ กสทช. อีกทั้งประเด็นการใช้เงิน 600 ล้านบาทจาก กสทช.สนับสนุนการซื้อสิทธิฟุตบอลโลก 2022 รอบที่แล้วยังมีการสอบสวนเรื่องการใช้เงินกองทุนผิดประเภท และยังมีข้อพิพาทกับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ที่เป็นเจ้าภาพถ่ายทอดสด แต่ทำจอดำ ผิดเงื่อนไข จึงมีการทวงเงินคืน แต่ กกท.ไม่ยอมคืน ประเด็นนี้จึงยังหลอกหลอนทั้งบอร์ด และสำนักงาน กสทช.
ฟุตบอลโลกรอบนี้มีทีมเข้าร่วมมากที่สุด 48 ทีม แบ่งเป็น 12 สาย ระยะเวลาการถ่ายทอดจะนานขึ้น และรอบแรกจะเริ่ม 11 มิ.ย.นี้ มีเวลาไม่ถึงเดือนในการเจรจาซื้อลิขสิทธิ์ จะเป็นอีกครั้งที่กระชั้นชิดมาก
อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวจาก กสทช.ทิ้งท้ายด้วยว่า สำนักงาน กสทช.มีเงิน และมีความพร้อมทางเทคนิคในการถ่ายทอดสัญญาณ รวมถึงมีพันธะที่ต้องสนับสนุนนโยบายรัฐบาล แต่การใช้เงินขึ้นอยู่กับบอร์ด กสทช.
“ทุกครั้งที่รัฐบาลร้องขอมาเราก็ทำตาม แล้วก็โดนด่า ไม่ทำตามก็โดนด่าอยู่ดี”
อ่านข่าวต้นฉบับ: แผนส่งดาวเทียมล่ม ทีวีฯ และบอลโลก 3 คลื่นแทรก เขย่า กสทช.รอบใหม่