ในสัมภาษณ์พอดแคสต์ How I Built This ร่วมกับ กาย ราซ ที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เจนเซน หวง เผยถึงช่วงเวลาหลายปีที่เต็มไปด้วยความกดดัน ความอัปยศอดสู วิกฤตเฉียดล้มละลาย และการต้องเสียสละส่วนตัวเพื่อผลักดันให้ Nvidia กลายเป็นบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 5.3 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 173 ล้านล้านบาท) เป็นขุมพลังที่อยู่เบื้องหลังยุคเฟื่องฟูของ AI
Nvidia ก่อตั้งขึ้นในปี 1993 และจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 1999 เส้นทางกว่า 3 ทศวรรษจนถึงปัจจุบัน เต็มไปด้วยขวากหนาม ทำให้ กาย ราซ เอ่ยปากถามถึงการตัดสินใจในอดีต ว่าถ้าหากย้อนกลับไปได้จะยังตั้งบริษัทขึ้นมาอยู่ไหม ?
“สมมติว่าถ้าตอนนั้นผมรู้ทุกอย่างแบบที่รู้ในตอนนี้ รู้ว่ามันยากลำบาก รู้ว่ามันเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน อับอายขายหน้า อัปยศอดสู รู้ว่าอุปสรรคทั้งหมดที่ต้องเผชิญมากมายขนาดไหน…ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้ามีโอกาส ผมจะยังเลือกทำมันอีกครั้งไหม ? คำตอบคือ ไม่มีทางเด็ดขาด”
เจนเซน หวง ซีอีโอ Nvidia ชี้ว่า คนทั่วไปมักมองเห็นแต่ความสำเร็จในตอนท้าย จนทำให้เหล่าสตาร์ตอัพประเมินความบอบช้ำทางจิตใจและความทุกข์ทรมานระหว่างทางต่ำเกินไป
หวงกล่าวว่า ถ้าถามว่าเขาภูมิใจ และรักในความสำเร็จ รวมถึงประโยชน์ที่ Nvidia มอบให้กับโลกในวันนี้ไหม คำตอบคือ ‘ใช่’ แต่คนส่วนใหญ่มักลืมไปว่า สมมติถ้ามาถามเขาว่า ‘จะยอมกลับไปเริ่มทำมันใหม่อีกรอบไหม’ ถ้าต้องแลกกับความเจ็บปวดที่ผ่านมา คือไม่เด็ดขาด”
ในช่วงปี 2015 Nvidia ยอมเสี่ยงเทหมดหน้าตักทุ่มเงินพัฒนาซอฟต์แวร์ CUDA จนหุ้นร่วงระนาว แต่การเดิมพันครั้งนั้นกลับกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ขับเคลื่อนโลก AI ในวันนี้
ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 หุ้น Nvidia ร่วงหนักถึง 85% จนนักลงทุนพากันกังขาในกลยุทธ์ของบริษัท ซึ่งหวงยอมรับว่ามันเป็นช่วงเวลาน่าอับอายมาก เพราะเขาต้องกลายเป็นเป้าสายตาที่ทุกคนเกลียดชัง แม้แต่พนักงานบริษัทเองยังรู้สึกอายแทน
ในยุคแรกของ Nvidia เต็มไปด้วยวิกฤตเฉียดเจ๊งมาหลายรอบ จนต้องเลย์ออฟพนักงานออก อย่างในปี 1996 บริษัทเกือบปิดตัวเพราะทำชิปส่งให้ Sega ล้มเหลว แต่โชคดีที่ได้เงินกู้ชีพ 5 ล้านดอลลาร์จาก Sega ช่วยไว้ทัน เขาเล่าว่า นี่คือสัจธรรมอันโหดร้ายที่คนทำสตาร์ตอัพต้องเจอ
เขาเผยว่าเคล็ดลับที่ทำให้เขาผ่านวิกฤตมาได้ คือการฝึก ‘ลืมความล้มเหลวของเมื่อวาน’ ให้ไวเหมือนนักกีฬาที่ต้องรีบลืมแต้มที่เพิ่งเสียไป
“ผมใช้เวลาทั้งหมดไปกับการลืมเรื่องของเมื่อวาน…พวกโค้ชมักสอนนักกีฬาว่าไงนะ ? จงลืมคะแนนที่เพิ่งเสียไป”
แต่ความสำเร็จนี้ก็ต้องแลกด้วยราคาที่แสนแพง เพราะเขาต้องทำงานหนักควบคู่กับการเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด จนพลาดช่วงเวลาสำคัญของลูก ๆ ไปไม่น้อย และต้องยกความดีความชอบให้ภรรยาที่ช่วยดูแลทุกอย่างในบ้านแทน
ถึงอย่างนั้น เขาชี้ว่าความสำเร็จของ Nvidia เกิดจากการยึดมั่นในวิสัยทัศน์ที่คนอื่นมองข้าม นั่นคือความเชื่อที่ว่าชิป GPU จะไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องเกม แต่จะกลายเป็นขุมพลังสำคัญในการขับเคลื่อนระบบคอมพิวเตอร์แห่งอนาคต
ทิ้งท้ายว่า หลายคนมักลืมไปว่าการจะสร้างสิ่งยิ่งใหญ่จำเป็นต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดและความอดทน ส่วนเคล็ดลับสู่ความสำเร็จคือ จงมุ่งมั่นมองไปข้างหน้าแล้วสลัดความล้มเหลวในอดีตทิ้งไป
อ่านข่าวต้นฉบับ: เจนเซน หวง เผย ถ้ารู้อนาคตได้ จะไม่ตั้ง Nvidia อีกเด็ดขาด