ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ รวมถึงน้ำมันปาล์มและถ่านหิน ไว้ภายใต้การควบคุมของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาการสำแดงราคาสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง และเพิ่มรายได้รัฐบาล เริ่ม 1 มิ.ย. เป็นต้นไป
เอพี (AP) และรอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ผู้นำอินโดนีเซีย กล่าวเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2026 ว่า การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญ เช่น น้ำมันปาล์ม ถ่านหิน และโลหะผสมเหล็ก (เฟอโรอัลลอย) จะต้องดำเนินการผ่านหน่วยงานของรัฐ เนื่องจากพยายามที่จะกระชับการควบคุมทรัพยากรธรรมชาติและเพิ่มรายได้ของรัฐ
ปราโบโว กล่าวต่อรัฐสภาว่า อินโดนีเซียสูญเสียเงินมากถึง 9.08 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 29.6 ล้านล้านบาท) เนื่องจากสินค้าโภคภัณฑ์ส่งออกถูกประเมินมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อลดภาษี ซึ่งถือเป็นการฉ้อโกง โดยการที่รัฐเข้ามาควบคุมจะทำให้เงินเข้าสู่คลังของรัฐบาลมากขึ้น
“วัตถุประสงค์หลักของนโยบายนี้คือ การยกระดับการกำกับดูแลและการตรวจสอบให้เข้มงวดขึ้น และต่อต้านการสำแดงราคาสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง การกำหนดราคาโอน และการเบี่ยงเบนรายได้จากการส่งออก” ปราโบโวกล่าว
นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า บริษัทรัฐวิสาหกิจ Danantara Sumberdaya Indonesia (DSI) ซึ่งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ดานันตารา (Danantara) ถือหุ้นอยู่ 99% จะทำหน้าที่เป็นบริษัทการค้า และจะเป็นช่องทางเดียวที่ผู้ผลิตในประเทศสามารถขายสินค้าให้กับผู้ซื้อในต่างประเทศได้
นโยบายใหม่จะเริ่มดำเนินการทีละขั้นตอนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นไป โดย DSI จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางอำนวยความสะดวกในการติดต่อระหว่างผู้ส่งออกและผู้ซื้อในต่างประเทศในระยะเริ่มต้น และมีการทบทวนการดำเนินงานทุกสามเดือน
ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นประเทศมหาอำนาจด้านสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเป็นผู้ส่งออกถ่านหินเชื้อเพลิงและน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก อีกทั้งมีแหล่งสำรองแร่นิกเกลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ที่พึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์ของอินโดนีเซียจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน อาทิ จีนซึ่งซื้อนิกเกลส่วนใหญ่จากอินโดนีเซีย
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งอินโดนีเซีย ปี 2024 ระบุว่าประเทศผู้นำเข้าน้ำมันปาล์มจากอินโดนีเซียรายใหญ่ที่สุด ได้แก่ ปากีสถาน สหรัฐอเมริกา และบังกลาเทศ ส่วนประเทศผู้นำเข้าถ่านหินเชื้อเพลิงจากอินโดนีเซียรายใหญ่ที่สุด คือ อินเดีย จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย และเกาหลีใต้
ตัวแทนจากบริษัทการค้าของญี่ปุ่นรายหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวว่า มาตรการใหม่นี้มีแต่ข้อเสียสำหรับผู้ซื้อชาวญี่ปุ่น โดยบริษัทญี่ปุ่นนำเข้าถ่านหินจากอินโดนีเซียถึง 20% ของปริมาณนำเข้าทั้งหมดต่อปี และหลายบริษัทอาศัยกระบวนการประมูลเพื่อเจรจาเงื่อนไขและปริมาณสัญญา โดยพิจารณาจากข้อเสนอจากผู้จำหน่ายหลายรายเพื่อให้ได้เงื่อนไขการซื้อที่เอื้ออำนวย
ดังนั้น การรวมสิ่งเหล่านี้ไว้ภายใต้หน่วยงานของรัฐเพียงแห่งเดียว นั่นหมายความว่า “ความยืดหยุ่นจะหายไป”
รัฐบาลและดานันตาราไม่ได้ให้ข้อมูลประมาณการว่า นโยบายใหม่นี้จะสร้างรายได้เพิ่มเติมให้แก่ประเทศได้มากน้อยเพียงใด แต่ แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา การสำแดงราคาสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริงแค่อย่างเดียว ก็คาดว่าทำให้อินโดนีเซียสูญเสียเงินไปมากกว่า 15,000 ล้านล้านรูเปียห์แล้ว (ราว 2.77 หมื่นล้านบาท)
อ่านข่าวต้นฉบับ: รัฐบาลอินโดฯ ประกาศ คุมส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ รวมน้ำมันปาล์ม-ถ่านหิน