ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์กรณีการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งปรากฏว่ามาจากอิรัก เป็น ‘การยิงเตือน’ จากอิหร่าน
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า การโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เมื่อ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับขอบเขตของการตอบโต้ของอิหร่านต่อการที่สหรัฐอาจกลับมาโจมตีอีกครั้ง โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นถึงบทบาทที่มากขึ้นของกองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในอิรักในสงครามครั้งนี้
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กล่าวว่า การโจมตีด้วยโดรนที่มุ่งเป้าไปที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บาราคาห์ มาจากอิรัก และประณามว่าเป็น “การก่อการร้าย”
อันวาร์ การ์กาช ที่ปรึกษาอาวุโสของประธานาธิบดีเชค โมฮัมหมัด บิน ซาเยด กล่าวโทษกองกำลังติดอาวุธชาวอิหร่านในอิรัก ว่าเป็นผู้ก่อเหตุ โดยเรียกเหตุการณ์นี้ว่า เป็นตัวบ่งชี้ที่ร้ายแรงถึงขนาดของภัยคุกคามที่ภูมิภาคกำลังเผชิญอยู่ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้โรงไฟฟ้าต้องเปิดใช้งานระบบไฟฟ้าสำรอง ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันสุดท้ายเพื่อรักษาความปลอดภัยทางนิวเคลียร์
บาราคาห์เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเป็นหนึ่งในสองโรงไฟฟ้าที่ยังใช้งานอยู่ในภูมิภาคนี้ โดยโรงไฟฟ้าแห่งที่สองคือ บูเชห์ร ทางตอนใต้ของอิหร่าน แม้ว่าจะไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือระดับรังสีที่ผิดปกติ แต่การโจมตีครั้งนี้เน้นย้ำถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนต่อความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในภูมิภาค
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการเตือนจากอิหร่านว่าพร้อมที่จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญหากจำเป็น และกองกำลังติดอาวุธชาวอิรักที่เชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) กำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในการเผชิญหน้าของอิหร่านกับสหรัฐและอิสราเอล
โมฮัมเหม็ด บาฮารูน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนโยบายสาธารณะดูไบ หรือ บีฮูธ กล่าวว่า นอกจากการยิงเตือนแล้ว ยังเป็นวิธีที่อิหร่านใช้กดดันประเทศในอ่าวเปอร์เซียและบอกพวกเขาว่า ‘คุณจะไม่ปลอดภัย และถึงแม้เราจะไม่โจมตีคุณโดยตรง แต่ตัวแทนของเราก็จะโจมตีคุณอยู่ดี’
กลุ่มติดอาวุธสองกลุ่มคือ กะตะอิบ ฮิซบอลเลาะห์ (Kataib Hezbollah) และ ฮารากัต ฮิซบอลเลาะห์ อัล-นูจาบา (Harakat Hezbollah Al-Nujaba) ถูกมองว่าเป็นหน่วยงานโดยพฤตินัยของ IRGC โดยผู้เชี่ยวชาญหลายคน
“กลุ่มเหล่านี้อยู่ภายใต้คำสั่งโดยตรงจาก IRGC ให้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงการโจมตีอ่าวเปอร์เซีย” เรนาด มันซูร์ รองผู้อำนวยการโครงการตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือของสถาบันวิจัย ชาทัม เฮารส์ (Chatham House) ในกรุงลอนดอนกล่าว
ACLED ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบความขัดแย้งอิสระ กล่าวว่า ได้บันทึกเหตุการณ์มากกว่า 65 เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกองกำลังติดอาวุธของอิรักที่โจมตีประเทศในอ่าวเปอร์เซียในช่วงความขัดแย้ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างแน่นอน
“การโจมตีหลายครั้งที่มาจากอิรักไม่เคยมีการออกมาอ้างความรับผิดชอบอย่างเป็นทางการ และการแยกแยะระหว่างการโจมตีที่ดำเนินการโดยอิหร่านโดยตรงกับการโจมตีที่ดำเนินการโดยกองกำลังติดอาวุธของอิรักยังคงเป็นเรื่องยากมาก” ACLED กล่าวในแถลงการณ์
ดานิอา ทาเฟอร์ ผู้อำนวยการบริหารกัลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ฟอรัม (Gulf International Forum) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยในกรุงวอชิงตัน กล่าวว่า การโจมตีที่ทำผ่านตัวแทนในอิรักทำให้อิหร่านสามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้อย่างแนบเนียนในระดับหนึ่ง
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นเป้าหมายของขีปนาวุธและโดรนเกือบ 60% จากทั้งหมดประมาณ 5,000 ลูกที่อิหร่านยิงใส่รัฐในอ่าวเปอร์เซียหลังจากเริ่มสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อาบูดาบีตอบโต้การรุกรานของเตหะรานอย่างน้อยสองครั้งในเดือนมีนาคมและเมษายนด้วยการโจมตีที่ประสานงานกับสหรัฐ และอิสราเอล
สหรัฐและอิหร่านกำลังพยายามเปลี่ยนข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางซึ่งตกลงกันเมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ให้เป็นการยุติการสู้รบอย่างถาวร แต่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ สลับไปมาระหว่างความเห็นในแง่ดีเกี่ยวกับโอกาสที่จะบรรลุข้อตกลงและการขู่ว่าจะโจมตีอีกครั้ง ซึ่งอิหร่านเตือนว่าจะตอบโต้ด้วยกำลังที่รุนแรง ซึ่งจะขยายวงกว้างไปไกลกว่าตะวันออกกลาง
อ่านข่าวต้นฉบับ: โจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยูเออีจากตัวแทนในอิรัก นักวิเคราะห์ชี้อิหร่านส่งสัญญาณเตือน
