พิพัฒน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP ชี้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 โต 2.5% จากแรงเร่งเบิกจ่ายภาครัฐ-ลงทุนเอกชน-การบริโภค ช่วยประคองไม่ให้ตกเหว แต่เมื่อเทียบเพื่อนบ้านยังตามหลังไกล เตือนใช้กระสุนแบบเดิมต่อไม่ได้ ถึงเวลาปฏิรูปโครงสร้าง สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ก่อนยาชูกำลังจากรัฐจะหมดฤทธิ์
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์เฟซบุ๊ก “Pipat Luengnaruemitchai” วันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2569) โดยระบุว่า จีดีพีไตรมาส 4 ปี 2568 ยากระตุ้นมาถูกจังหวะ แต่ถึงเวลาที่เศรษฐกิจต้องทำเรื่องยากกันแล้ว เมื่อวานนี้ สภาพัฒน์เพิ่งแถลงตัวเลข GDP ไตรมาสสี่ออกมาโตได้ 2.5% yoy ซึ่งสูงกว่า 1.2% ในไตรมาสก่อน และสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้พอสมควร ทำให้ GDP ทั้งปี 2568 ออกมาที่ 2.4% สูงกว่าที่หลายๆ ฝ่ายประเมินไว้ที่ 2.0-2.2%
สาเหตุหลักคงต้องยกให้ “การลงทุน (Investment)” ที่กลับมาเป็นพระเอกได้ โดยภาครัฐเร่งเครื่องสุดตัว หลังงบประมาณล่าช้าไปนาน ไตรมาสนี้รัฐบาล “เร่งเบิกจ่าย” แบบอัดฉีดสุดพลัง ทำให้การลงทุนภาครัฐพุ่งไปถึง 13.3% เงินก้อนนี้ช่วยหล่อเลี้ยงภาคก่อสร้างที่ขยายตัวถึง 11.2% ช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้หยุดนิ่ง ส่งผลให้การลงทุนเอกชนขยับตาม โตได้ 6.5% จากการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น และแนวโน้มที่เราเห็นโครงการรอลงทุน โดยเฉพาะพวก data center รวมถึงการบริโภคที่ได้นโยบายรัฐช่วย โต 3.3% ส่วนหนึ่งมาจากที่คนเร่งซื้อ EV ก่อนที่มาตรการรถ EV จะหมดเขต และได้เม็ดเงินที่รัฐเติมลงไปในกลุ่มเปราะบาง
ต้องให้เครดิตรัฐบาลที่ทำถูกที่ ถูกเวลา จังหวะนี้ต้องชื่นชมการทำงานของรัฐบาลครับที่เร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ได้ถูกจังหวะพอดี ถือเป็นการประคองเศรษฐกิจไม่ให้หล่นลงหลุม และช่วยรักษาความเชื่อมั่นในระยะสั้นไว้ได้ เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ทำได้ถูกต้องและได้ผลมาก และการออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคก็น่าจะมีผลต่อการบริโภคไม่มากก็น้อย แม้การบริโภคสินค้าไม่คงทนจะโตแผ่วจากไตรมาสก่อน แต่ต้องไปดูต่อว่า ถ้าไม่มีคนละครึ่งอาจจะแย่กว่านี้ก็ได้
“ท่าน รมว. คลัง บอกว่าไทยออกจาก ICU แล้ว ก็อาจจะจริง แต่ผมว่าเรายังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลแน่ๆ และคงต้องหาทางทำกายภาพบำบัดให้กลับมาโตได้อย่างเต็มศักยภาพจริงๆ”
หากลองหันไปดูเพื่อนบ้านแล้วจะรู้ว่าเรายัง “ป่วย” อยู่ แม้เราจะดีใจที่โตได้ 2.5% แต่ถ้ามองภาพกว้างในเอเชียช่วงไตรมาสเดียวกัน เราจะเห็นความจริงที่น่ากังวล ประเทศไต้หวัน โตพุ่งทะลุ 12% (แรงส่งจาก AI และ Semiconductor), สิงคโปร์โต 6.9%, เวียดนามโต 8% และ มาเลเซียโต 6.3% แปลว่าไตรมาสสี่ที่ผ่านมาเป็นไตรมาสที่ดีมากๆของเพื่อนบ้านเรา
ในขณะที่ไทยเราต้อง “ลุ้นแทบตาย” และใช้แรงส่งจากภาครัฐมหาศาลกว่าจะดันขึ้นมาได้เกิน 2% สะท้อนว่าโครงสร้างเศรษฐกิจเรากำลังมีปัญหาใหญ่เรื่องความสามารถในการแข่งขัน
เราต้องยอมรับความจริงว่า “ทำท่านี้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้” เพราะงบประมาณมีจำกัด และตามแผนวินัยการคลัง เราบอกว่าจะลดการขาดดุล และจำกัดการโตของงบประมาณในอนาคต แปลว่าการเร่งเบิกจ่ายคงทำได้อีกไม่กี่ไตรมาสข้างหน้า แต่ก็คงต้องทำต่อเนื่องให้มีแรงส่งเข้ามาในเศรษฐกิจ อาจทำให้ไตรมาสถัดไป “แผ่วลง” เพราะกระสุนจะเริ่มหมด สินค้าไม่คงทน (ของกินของใช้ของชาวบ้าน) ยังชะลอตัว สะท้อนว่าคนระดับล่างยังไม่ฟื้นตัวจริง และยอดซื้อรถอาจจะไม่ได้เร่งตัวขึ้นได้อีกมากเพราะราคารถปรับตัวขึ้นมาแล้ว
สรุปคือรัฐบาลช่วยไม่ให้เรา “ตกเหว” ได้สำเร็จ แต่โจทย์ใหญ่คือเราจะโตและวิ่งตามเพื่อนบ้านให้ทันได้ยังไง เราต้องการ “เครื่องจักรใหม่” (New Engines of Growth) ที่ไม่ใช่แค่การอัดฉีดชั่วคราว แต่คือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อให้ไทยกลับไปโตได้ในระดับที่แข่งขันกับชาวบ้านเขาได้จริงๆ ที่เราต้องเน้นการลงทุนใหม่ๆ ทั้งจากการลงทุนจากต่างประเทศ การลงทุนภาครัฐ และภาคเอกชนของไทย ซึ่งต้องเน้นการปฏิรูปหลายเรื่อง ทั้งการปฏิรูปภาครัฐให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น การปฏิรูปและขยายฐานภาษี การปรับกฎระเบียบต่างๆ ที่สนับสนุนต่อลงทุน การแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค การลดการทุจริตคอร์รัปชั่น การพัฒนาภาคเกษตรให้แข่งขันได้ และการปรับปรุงกระบวนยุติธรรมให้มีนิติรัฐอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ยังต้องเน้นเรื่องการปฏิรูปการศึกษา การปรับประสิทธิภาพและทักษะของแรงงานในยุค AI กำลังจะครองโลก เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันและแรงส่งให้กับเศรษฐกิจไทย งานนี้ยากและต้องใช้เวลา แต่เป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกันทำเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ยาชูกำลังจากรัฐจะหมดฤทธิ์ เรากำลังจะได้รัฐบาลใหม่ ก็มีโจทย์ใหญ่รออยู่เยอะ
อ่านข่าวต้นฉบับ: พิพัฒน์ KKP เตือนจีดีพีโตจากรัฐพยุงระยะสั้น ชี้เศรษฐกิจไทยต้องปฏิรูป-สร้างเครื่องจักรใหม่
