สินเชื่อเอสเอ็มอีในระบบ ติดลบต่อเนื่องกันมาหลายไตรมาส เหตุจากแบงก์กลัวความเสี่ยงด้านเครดิต จึงเป็นโจทย์การทำงานที่สำคัญของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ที่ต้องเข้ามาอุดช่องว่างในส่วนนี้
ล่าสุด “พิชิต มิทราวงศ์” กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ได้ฉายภาพการทำงานในปี 2568 ที่ผ่านมา และสิ่งที่จะทำต่อไปในปี 2569
“พิชิต” ชี้ว่า สินเชื่อเอสเอ็มอีของระบบสถาบันการเงินตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา หดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากข้อจำกัดของผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังต้องประคับประคองธุรกิจ ประกอบกับแรงกดดันจากนโยบายการค้าโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และภาวะเศรษฐกิจในประเทศและภูมิภาค ส่งผลให้สถาบันการเงินต้องบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ทำให้การขยายสินเชื่อทำได้จำกัด
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2568 SME D Bank สามารถเข้าถึงลูกค้าเอสเอ็มอีได้มากขึ้น สวนทางกับทิศทางสินเชื่อเอสเอ็มอีของระบบ โดยปิดสิ้นปี 2568 ด้วยอัตราการเติบโตของสินเชื่อเป็นบวก 0.9% เมื่อเทียบกับปี 2567
ทั้งนี้ ปี 2568 ถือเป็นปีที่ SME D Bank ปรับโครงสร้างการทำงานอย่างเข้มข้น ทั้งกระบวนการภายใน ผลิตภัณฑ์ และการควบคุมคุณภาพลูกหนี้ ส่งผลให้ยอดเบิกจ่ายสินเชื่อสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งธนาคาร อยู่ที่ 79,043 ล้านบาท พร้อมให้ความสำคัญกับการดูแลลูกหนี้อย่างใกล้ชิด ส่งผลให้หนี้ที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) อยู่ในระดับ 9.4% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ขณะที่หนี้เสีย (NPLs) ลดลงมาอยู่ที่ราว 5.2% ต่ำสุดในรอบ 23 ปี
ขณะเดียวกันธนาคารยังเดินหน้าช่วยเหลือลูกหนี้ตามนโยบายรัฐอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” มีการลดภาระหนี้และตัดเงินต้นรวมกว่า 9,000 ล้านบาท รวมถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคเหนือกว่า 8,400 ล้านบาท
“ส่วนหนี้ใหม่ ตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งเป็นช่วงหลังออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ มี NPLs เพียง 2.7% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม หลังปรับปรุงกระบวนการทำงานและเครื่องมือทางการเงินตามคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงการคลัง และหน่วยงานกำกับดูแล”
นอกจากนี้ SME D Bank ได้เสริมความแข็งแกร่งด้านเงินกองทุน ด้วยการตั้งสำรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานะ NCR (NPL Coverage Ratio) หรืออัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ สูงถึง 1,200 ล้านบาท หรือประมาณ 154% สะท้อนถึงความแข็งแกร่ง และมีเสถียรภาพทางการเงินของธนาคาร
สำหรับทิศทางในปี 2569 “พิชิต” กล่าวว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะถูกประเมินว่าจะเติบโตต่ำกว่าปีที่ผ่านมา แต่ธนาคารยืนยันไม่ลดเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อลงต่ำกว่าผลงานของปี 2568 ที่มีการเบิกจ่ายสินเชื่อรวม 79,000 ล้านบาท
“ปีนี้ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา และพยายามผลักดันให้แตะระดับ 80,000 ล้านบาท”
โดย SME D Bank จะมุ่งเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใน 3 อุตสาหกรรมหลักที่เป็นอนาคตของเศรษฐกิจไทย ได้แก่ อาหาร สุขภาพ และเกษตรแปรรูป ให้สามารถยกระดับปรับเปลี่ยนพัฒนาสู่ธุรกิจใหม่ ด้วยการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม มาตรฐาน AI มาเพิ่มศักยภาพธุรกิจให้แข่งขันได้ ทั้งในและต่างประเทศ
“พิชิต” กล่าวว่า มีธุรกิจที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เอสเอ็มอีที่เติบโตเร็วและหดตัวเร็ว เช่น ภาคการท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งการบริหาร NPLs จะมีการใช้เครื่องมือหลากหลาย ทั้งการป้องกัน การติดตาม และการแก้ไขปัญหาหนี้แบบรายบุคคล โดยลูกค้าที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจะมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะ เช่น การตัดเงินต้น เพื่อให้สามารถฟื้นตัวได้ แม้มาตรการดังกล่าวจะกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยและต้องตั้งสำรองเพิ่ม แต่ถือเป็นแนวทางที่ช่วยลูกค้าได้อย่างตรงจุด
“การปล่อยสินเชื่อ ธนาคารได้ปรับปรุงโมเดลคัดกรองลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ แต่ผ่อนคลายเงื่อนไขบางประการ เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจจริง ความตั้งใจในการชำระหนี้ และข้อมูลเชิงคุณภาพ ไม่ยึดติดเฉพาะประวัติทางการเงินแบบเดิมเหมือนธนาคารพาณิชย์”
“พิชิต” กล่าวว่า ธนาคารได้เตรียมสินเชื่อนโยบายรัฐ เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน เสริมสภาพคล่อง และสนับสนุนการขยายกิจการของเอสเอ็มอี จำนวน 3 โครงการสำคัญ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือลูกค้าในเซ็กเมนต์ที่แตกต่างกัน ได้แก่ “สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” มุ่งช่วยรายเล็ก วงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี ผ่อนชำระสูงสุด 10 ปี
“ถือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับตลาดทั่วไป และเป็นการผ่อนปรนต้นทุนทางการเงินให้เอสเอ็มอีรายเล็กสามารถเติมทุนและเสริมสภาพคล่องได้”
ต่อมา “สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME” เน้นธุรกิจขนาดเล็กถึงกลางตอนต้น ซึ่งปีนี้รัฐบาลได้ขยายวงเงินกู้สูงสุดจากเดิม 15 ล้านบาท เป็น 30 ล้านบาทต่อราย จะช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น และ “สินเชื่อ SME Green Productivity” มุ่งสนับสนุนเอสเอ็มอีที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม การเพิ่มผลิตภาพ และการยกระดับกระบวนการผลิต โดยรัฐบาลได้ปรับเงื่อนไขวงเงินกู้จากเดิม 10 ล้านบาท เป็นสูงสุด 30 ล้านบาทต่อราย เพื่อเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีที่มีขนาดใหญ่ขึ้นสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ และช่วยลดต้นทุนการผลิต ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม
“สินเชื่อนโยบายรัฐทั้ง 3 โครงการ จะเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงของธนาคารในการช่วยผ่อนปรนภาระต้นทุนทางการเงิน และเสริมสภาพคล่องให้เอสเอ็มอีสามารถรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในหลายมิติ”
อ่านข่าวต้นฉบับ: พิชิต มิทราวงศ์ ตีโจทย์ปัญหา SME-ชู 3 สินเชื่อเรือธง