“ในมุมมองของ EXIM Bank การตั้งเป้าเชิงบวกมีความสำคัญต่อแรงจูงใจของผู้ประกอบการ และเชื่อว่าการผลักดันให้การส่งออกเติบโต 2% เป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้” นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 ล่าสุด
“ชลัช” กล่าวว่า EXIM Bank คาดการณ์การส่งออกของไทย สามารถจะขยายตัวมากกว่า 2% ต่อปีได้ ยกตัวอย่าง เช่น ในปี 2567 ที่เคยคาดการณ์กันว่าการส่งออกจะไม่ดี แต่ผลออกมาขยายตัวถึง 8% ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ เพื่อรองรับความต้องการเงินทุนของผู้ประกอบการ ในการขยายตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันไว้ที่ 60,000 ล้านบาท
โดยมีวงเงินสินเชื่อหมุนเวียน (Working Capital) กว่า 50,000 ล้านบาท เพื่อรองรับออร์เดอร์และการขยายตัวของผู้ประกอบการ ซึ่งสินเชื่อหมุนเวียนนั้นมีความยืดหยุ่นสูง สามารถหมุนเวียนได้ 2-3 รอบตามรอบการค้าปกติ (3-6 เดือน) ทำให้ยอดสะสมการสนับสนุนจริงอาจสูงกว่าวงเงินที่ตั้งไว้ หรือราว 1 แสนล้านบาท
“ธนาคารตั้งเป้าไม่ให้ลดลงจากปีก่อน ซึ่งก็มีโอกาสที่ส่งออกจะเติบโตมากกว่า 2-3% หรืออาจขยายตัวได้สูงกว่านั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณคำสั่งซื้อ โดยลักษณะการดำเนินงานของ EXIM Bank แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เนื่องจากประเมินการปล่อยสินเชื่อจากออร์เดอร์ส่งออก ไม่ได้ประเมินจากแผนลงทุนหรือการขยายกิจการโดยตรง หากผู้ส่งออกมีคำสั่งซื้อเพิ่ม ธนาคารก็พร้อมสนับสนุนวงเงินเพิ่ม”
นอกจากนี้ยังมีโอกาสจากตลาดโลกที่มีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทย และยังมีพื้นที่ใหม่ที่ไทยยังไม่เข้าไปทำตลาดอย่างเต็มที่ ปัจจุบันต้นทุนโลจิสติกส์และการค้าผ่านระบบออนไลน์เอื้อต่อเอสเอ็มอีมากขึ้น การส่งสินค้าราคาต่ำก็สามารถทำได้ แต่เอสเอ็มอียังมีข้อจำกัดด้านการสื่อสาร การทำตลาด และการสร้างแบรนด์
สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ที่ผ่านมา EXIM Bank ได้อนุมัติสินเชื่อใหม่ไปรวม 54,346 ล้านบาท ยอดสินเชื่อคงค้างและภาระผูกพันรวม ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 191,800 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจประกันการส่งออกและประกันความเสี่ยงการลงทุนมีปริมาณธุรกิจรวม 194,564 ล้านบาท สะท้อนว่าการปล่อยสินเชื่อยังดำเนินต่อเนื่อง ส่วนปี 2569 ตั้งไว้ที่ 60,000 ล้านบาท
“ชลัช” กล่าวว่า ในโอกาสที่ธนาคารจะเปิดดำเนินงานอย่างเป็นทางการครบ 32 ปี ก้าวสู่ปีที่ 33 ซึ่งตรงกับวันที่ 17 ก.พ.นี้ EXIM Bank ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง จึงมุ่งปรับบทบาทสู่การเป็น “Export Co-pilot” ที่เข้าใจทิศทางการส่งออก วิธีบริหารจัดการความเสี่ยง และสนับสนุนผู้ส่งออกไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา เสริมองค์ความรู้ เติมสภาพคล่อง ไปจนถึงการจัดหาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในทุกช่วงจังหวะของธุรกิจ เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ก้าวข้ามความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของประเทศ
“จะเน้นการสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงผ่านแพ็กเกจสินเชื่อควบคู่บริการประกันการส่งออก และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อเสริมสภาพคล่องและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก”
“ชลัช” กล่าวว่า ภาคเกษตร อาหาร และบริการ ยังเป็นจุดแข็งของไทย แต่ส่วนใหญ่ยังส่งออกในลักษณะสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่ได้เพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรมหรือการสร้างแบรนด์ จึงควรยกระดับสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า
ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ส่งออกประมาณ 2.7 หมื่นราย เป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ประมาณ 5,000-6,000 ราย ในจำนวนนี้เป็นเอสเอ็มอีราว 2.2 หมื่นราย จากจำนวนเอสเอ็มอีทั้งประเทศที่มีประมาณ 3 ล้านราย
“เอสเอ็มอีที่เหลือกว่า 2.9 ล้านราย ยังพึ่งพาตลาดในประเทศ ซึ่งมีประชากรราว 66 ล้านคน ส่งผลให้การแข่งขันสูงและโอกาสเติบโตจำกัด หากไม่มีการพัฒนานวัตกรรมหรือขยายตลาดใหม่ อาจประสบปัญหาการแข่งขันด้านราคาและความอยู่รอดในระยะยาว”
โดย EXIM Bank พร้อมช่วยเอสเอ็มอีในการหาช่องทางตลาดใหม่ ๆ โดยเฉพาะหากมีฐานการส่งออกที่ดีอยู่แล้ว แต่สามารถขยายตลาดใหม่เพิ่มเติม นอกเหนือจากตลาดหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา หรือจีน จะช่วยเพิ่มคำสั่งซื้อและเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อ พร้อมพิจารณาวงเงินตามออร์เดอร์ทั้งหมด หากวงเงินมีขนาดใหญ่เกินขีดความสามารถ ธนาคารได้เตรียมความร่วมมือกับสถาบันการเงินอื่นไว้รองรับ โดยเฉพาะในกลุ่มสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) และธนาคารพาณิชย์ เพื่อร่วมสนับสนุนวงเงิน
“ธนาคารพร้อมผลักดันการกระจายความเสี่ยงด้วยการรุกตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาตลาดเดิม โดยมีวงเงินอนุมัติสินเชื่อในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) และตลาดใหม่รวม 9,125 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่รุนแรง”
“ชลัช” กล่าวว่า ด้านแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ของธนาคารมีการปรับลดลง จากการปรับตัวของผู้ประกอบการ โดยปัจจุบันอัตรา NPLs อยู่ที่ประมาณ 3.66% ซึ่งธนาคารมีแนวทางรักษาระดับ NPLs ให้คงที่ แม้สินเชื่อใหม่จะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่เป็น NPLs ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจในประเทศมากกว่าผู้ส่งออก
“ธนาคารยังคงให้การสนับสนุนลูกค้าที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะหากเป็นธุรกิจส่งออก แม้สถานะปัจจุบันจะเป็น NPLs ก็ยังสามารถให้การช่วยเหลือต่อเนื่อง เนื่องจากหากหยุดสนับสนุนจะไม่มีโอกาสฟื้นตัว และอาจกลายเป็น NPLs ระยะยาว”
กรรมการผู้จัดการ EXIM Bank กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการต้องให้บริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของเงินบาท โดยใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง เช่น การทำสัญญา Forward แทนการเก็งกำไรค่าเงิน ซึ่งธนาคารมีมาตรการจูงใจด้วยการลดค่าธรรมเนียมหรือให้สิทธิพิเศษในการจอง Forward เพื่อส่งเสริมการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และชี้ให้เห็นว่าการอุดหนุนเงินจากภาครัฐเพื่อประกันความเสี่ยงไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืน แต่ควรเสริมศักยภาพผู้ประกอบการให้จัดการความเสี่ยงได้ด้วยตนเอง
นอกจากนี้ ธนาคารยังมอบประกันภัยการส่งออกและประกันภัยอัตราแลกเปลี่ยนให้กับลูกค้าผู้ส่งออกทุกราย เพื่อช่วยลดผลกระทบจากเงินบาทผันผวน
“ในส่วนตลาดสหรัฐ ผู้ส่งออกไทยได้ปรับตัวรับมาตรการภาษีของสหรัฐ ด้วยการเจรจาปรับขึ้นราคาสินค้า แม้สหรัฐยังเป็นตลาดหลัก แต่ควรกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายตลาดใหม่เพิ่มเติม”
อ่านข่าวต้นฉบับ: EXIM BANK ตั้งเป้าท้าทาย ส่งออกโต 2%-ปรับบทบาทหนุน SME